
ปัจจัยขวางแคลเซียม
ปัจจุบันโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่สังคมไทยให้ความสนใจมากขึ้นอย่างมาก
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กรรณิการ์ วงศ์ดีเมธีวิจัย สกว.คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ปัจจุบันโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่สังคมไทยให้ความสนใจมากขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักและทุพพลภาพตามมา แต่การทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ควรจะเป็นนั้น นอกจากจะเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงแล้ว เราควรทราบว่าอาหารบางอย่างขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมได้เช่นกัน
งานวิจัยทั้งของต่างประเทศและ ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. สังกัดภาควิชาสรีรวิทยาและหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำร่วมกับผู้วิจัย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยืนยันตรงกันว่าการรับประทานแคลเซียมครั้งละมากๆ จะลดประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ ทำให้สูญเสียแคลเซียมโดยไม่จำเป็น จึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง แต่บ่อยครั้ง เช่น มื้อละ 250-300 มิลลิกรัม
นอกจากแคลเซียมแล้ว ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่อาจขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ถึงแม้ว่าหลักฐานการศึกษาในคนยังไม่แน่ชัด แต่การศึกษาในสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งร่างกายจะปรับตัวทำให้ลำไส้ดูดซึมเหล็กมากกว่าปกติ พบว่าลำไส้จะดูดซึมแคลเซียมน้อยลง เมื่อเซลล์ดูดซึมธาตุเหล็กมากขึ้น จึงควรรับประทานเหล็กและแคลเซียมให้มีระยะเวลาห่างจากกันมากพอควร เช่น คนละมื้ออาหาร เพื่อไม่ให้แร่ธาตุทั้งสองตัวรบกวนการดูดซึมซึ่งกันและกัน
ผักบางชนิดที่มีสารออกซาเลตปริมาณสูง เช่น ผักโขม ผักแพว ซึ่งสารออกซาเลตสามารถจับกับแคลเซียมเกิดเป็นตะกอนที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ยาก หรือพืชผักที่มีสารไฟเตตสูง เช่น พืชตระกูลถั่ว ยอดผักติ้ว ยอดผักหวาน ไฟเตตมีคุณสมบัติจับกับประจุบวกได้ดี เช่น แคลเซียม เหล็ก ดังนั้น การรับประทานผักที่มีไฟเตต ปริมาณมากๆ จะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมและการนำแร่ธาตุดังกล่าวไปใช้
ทางที่ดีที่สุดก็คือ เราควรรับประทานอาหารให้สมดุลและครบทุกหมู่ รวมถึงลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ที่มีผลเสียต่อการดูดซึมแคลเซียมและการสร้างกระดูก เพื่อให้ได้รับประโยชน์เต็มที่







