
วันเด็กสะพัด4พันล.
โพสต์ทูเดย์ - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดวันเด็กปีนี้เงินสะพัดเฉียด 4,000 ล้าน ชี้พฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่เป็นฐานต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
โพสต์ทูเดย์ - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดวันเด็กปีนี้เงินสะพัดเฉียด 4,000 ล้าน ชี้พฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่เป็นฐานต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในช่วง วันเด็ก 2561 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,038 ราย ว่า จะมีเม็ดเงินสะพัด 2,845 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.7% เป็นภาพของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแต่ยังไม่กระจายตัว นอกจากนี้ยังประเมินว่าจะมีเม็ดเงินจากสถานที่จัดงานวันเด็กทั่วประเทศทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้ามาหมุนเวียนอีกประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีเม็ดเงินสะพัดจริงในช่วงวันเด็กปีนี้เกือบ 4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า พฤติกรรมของเยาวชนวันเด็กปีนี้ส่วนใหญ่ 56.93% ไม่มีกิจกรรมและไม่ร่วมกิจกรรมในช่วงวันเด็กปีนี้ เนื่องจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองติดงาน บางรายบอกว่าโตแล้วและ ติดเรียนพิเศษ ส่วนอีก 43.07% มีกิจกรรมและไปร่วมงานวันเด็ก โดยส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองจะพาไปเที่ยวตามสถานที่จัดงาน รองลงมาคือ พาไปซื้อของขวัญตามห้างสรรพสินค้า
ขณะที่พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ส่วนใหญ่ 59.6% ตอบว่าไม่มีกิจกรรมและไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมในช่วงวันเด็ก เนื่องจากติดงานและสถานที่จัดงานอยู่ไกล ส่วนอีก 40.4% มีกิจกรรมและพาลูกไปร่วมงานกิจกรรมวันเด็ก โดยส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเพื่อไปร่วมกิจกรรมตามสถานที่จัดงานเฉลี่ย 926 บาท รองลงมาพาไปทานข้าวนอกบ้าน ใช้เงินประมาณ 1,025 บาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายแบบอย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กส่วนใหญ่ 87.84% มีเงินออมเหลือเก็บเฉลี่ยวันละประมาณ 25 บาท จากเงินที่ได้รับจากผู้ปกครองเฉลี่ยวันละ 93 บาท โดยเงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อขนมและเครื่องดื่ม และยังพบว่า มีเด็กประมาณ 8.6% ที่มีการทำงานเพื่อหารายได้เพิ่ม
ขณะที่พฤติกรรมการเข้าถึงเทคโนโลยี พบว่า เด็กส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 70.24% และส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือ โดยส่วนใหญ่จะใช้เล่นเฟซบุ๊กหาข้อมูลการเรียนและเล่นเกม ซึ่งใช้เวลาการเล่นอินเทอร์เน็ตประมาณวันละ 3-5 ชั่วโมง
"สิ่งที่เห็นจากโพลคือ เด็กรุ่นใหม่มีการออมเฉลี่ย 25 บาท/วัน คิดเป็น 25% หรือ 1 ใน 4 ของเงินที่ได้ เป็นการส่งต่ออนาคตที่ดีของประเทศ และพฤติกรรมการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นฐานต่อยอดที่ดีในการเข้าสู่ดิจิทัลอีโคโนมี มีการใช้เฟซบุ๊กในการสื่อสารมากขึ้น ทำให้การตลาด สมัยใหม่จะเปลี่ยนไป และโอกาสที่เด็กรุ่นใหม่จะเข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น จึงเป็นการต่อยอดที่ดีสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0" นายธนวรรธน์ กล่าว







