
เยรูซาเลม
อรุณ จิรชวาลาประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้กระทำในสิ่งที่แม้แต่คนที่สนับสนุนเขาอย่างเหนียวแน่นตลอดมาหลายคนก็ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด ขาดความรอบคอบ และได้ไม่คุ้มเสีย โดยเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2017 เขาประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และมีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมแผนการย้ายสถานทูตสหรัฐจากกรุงเทลอาวีฟไปกรุงเยรูซาเลม ซึ่งจะต้องใช้เวลาดำเนินการ 3-4 ปี
อรุณ จิรชวาลา
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้กระทำในสิ่งที่แม้แต่คนที่สนับสนุนเขาอย่างเหนียวแน่นตลอดมาหลายคนก็ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด ขาดความรอบคอบ และได้ไม่คุ้มเสีย โดยเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2017 เขาประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และมีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมแผนการย้ายสถานทูตสหรัฐจากกรุงเทลอาวีฟไปกรุงเยรูซาเลม ซึ่งจะต้องใช้เวลาดำเนินการ 3-4 ปี
ผู้มีชื่อเสียงในต่างประเทศหลายคน เช่น เลขาธิการสหประชาชาติ ผู้นำปาเลสไตน์ ผู้นำตุรกี และผู้นำจอร์แดน ออกมาตอบโต้และประณามเขาในทันที ในขณะที่ไม่มีใครสนับสนุนเขาแม้แต่คนเดียว ยกเว้นผู้นำอิสราเอล
กลุ่มประเทศสันนิบาตอาหรับ 22 ประเทศ เรียกประชุมฉุกเฉินที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ในอีก 3 วันต่อมา และลงมติประณามการกระทำของสหรัฐ บอกว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทำลายสันติภาพในตะวันออกกลาง และทำให้สหรัฐไม่เหมาะกับการเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาอีกต่อไป
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็เรียกประชุมฉุกเฉินเช่นกัน โดยมีสาเหตุมาจากการประท้วงรุนแรงในหมู่ชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา และอีกหลายวันต่อมาได้ลงมติ 14 ต่อ 1 เห็นชอบให้คงนโยบาย 2 รัฐอิสระ โดยยอมรับทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอล รวมทั้งให้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังให้ถือคำประกาศของสหรัฐเป็นโมฆะ
แน่นอนว่า 1 เสียงที่คัดค้านมตินี้คือเสียงของสหรัฐ เป็นการใช้สิทธิวีโต้ด้วย โดยก่อนลงมติสหรัฐได้ร่อนจดหมายถึงอีก 14 ประเทศ รวมทั้งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือ และข่มขู่ทุกประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐให้จำเอาไว้ วันหน้าวันหลังยังอาจมีเรื่องต้องพึ่งกัน และสำหรับประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐโดยตรง อาจถูกพิจารณาตัดความช่วยเหลือได้
สหรัฐต้องการให้เสียงขู่ดังไปถึงที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ซึ่งลงมติในเวลาต่อมาคือในวันที่ 21 ธ.ค. โดยมี 193 ชาติที่มีตัวแทนอยู่ในที่ประชุม ปรากฏว่า 128 ประเทศ รวมทั้งไทยด้วย ลงมติคัดค้านสหรัฐ มีเพียง 9 ประเทศ ซึ่งรวมสหรัฐกับอิสราเอลด้วยที่ลงมติสนับสนุน 35 ประเทศลงมติงดออกเสียง ส่วนใหญ่เป็นประเทศพันธมิตรที่ไม่อยากหักหน้าสหรัฐ เช่น ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย และแคนาดา ที่เหลืออีก 21 ประเทศ ไม่ลงคะแนน ซึ่งก็สื่อความหมายชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการกระทำของสหรัฐ
เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมใคร่ขอปูพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับเยรูซาเลม ดังนี้
เยรูซาเลมได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก มีประวัติความเป็นมากว่า 4,000 ปี เคยถูกทำลายยับเยินมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง เคยถูก แย่งชิง ถูกโจมตี และถูกยึดครองหลาย สิบครั้ง เป็นเมืองศูนย์กลางของ 3 ศาสนา คือ คริสต์ ยิว และอิสลาม ปัจจุบันมีประชากรกว่า 8 แสนคน ในจำนวนนี้ กว่า 60% เป็นชาวยิวประมาณ 35% เป็นมุสลิม 2-3% เป็นคริสต์ ที่เหลืออีกเพียงเล็กน้อยเป็นศาสนาอื่น หรือไม่ประกาศตัวว่านับถือศาสนาใด
ในปี 1948 เกิดสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล เยรูซาเลมตะวันตกถูกอิสราเอลยึดครอง ส่วนจอร์แดนได้ครอบครองเยรูซาเลมตะวันออก ต่อมาในปี 1967 เกิดสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอลอีก เรียกกันว่าสงคราม 6 วัน อิสราเอลยึดครองเยรูซาเลมได้ทั้งหมด และต่อมาจารึกไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และเป็นเมืองที่แบ่งแยกมิได้ อิสราเอลย้ายส่วนราชการสำคัญ ทั้งรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาลสูง และอื่นๆ มาอยู่ที่นี่
แต่การกระทำของอิสราเอลเป็น สิ่งที่นานาประเทศไม่ยอมรับ และจนถึงปัจจุบันก็ยังถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเขตของปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง
ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับพฤติกรรมของสหรัฐ ภายใต้การนำของทรัมป์ ในส่วนที่เกี่ยวกับเยรูซาเลม มีดังนี้
หนึ่ง ทรัมป์ชอบทำในสิ่งที่ผู้นำคนอื่นๆ ทั้งของสหรัฐและชาติอื่นไม่กล้าทำ หรือไม่คิดจะทำ บางเรื่องอาจเป็นการแหวกประเพณี บางเรื่องอาจถือว่า ไม่เหมาะสม แต่กาลเวลาก็มักพิสูจน์ว่า สิ่งที่เขาทำไป อย่างน้อยก็มีกลุ่มคนที่สนับสนุนอยู่อย่างเงียบๆ เป็นจำนวน ไม่น้อย ทำให้ที่เกรงกันว่าจะเสียคะแนนนิยม ก็ไม่เสียอย่างที่คิด หรือมีบางส่วนที่เสียไป แต่ก็ได้ส่วนใหม่มาทดแทน
ยกตัวอย่างเรื่องที่จะสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวชายแดนสหรัฐกับเม็กซิโก มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าเป็นความคิดแบบบ้าระห่ำ และไม่มีทางทำสำเร็จ แต่ก็ได้ใจคนอเมริกันอีกจำนวนหนึ่ง ที่ชื่นชมความพยายามของทรัมป์ในการปกป้องเศรษฐกิจและการจ้างงานของสหรัฐ
แต่เรื่องเยรูซาเลมเป็นเรื่องแรก ที่ผมรู้สึกว่าทรัมป์ได้ไม่คุ้มเสีย คนที่ชื่นชมมีเพียงคนอเมริกันเชื้อสายยิว ไม่กี่คน ในขณะที่ส่วนใหญ่ถ้าไม่คัดค้านก็รู้สึกว่าเป็นการเอามือไปซุกหีบ
ส่วนในต่างประเทศไม่ต้องพูดถึง นอกจากอิสราเอลแล้ว แทบจะหาประเทศอื่นที่เห็นด้วยกับการกระทำนี้ ไม่ได้เลย แม้แต่พันธมิตรที่เหนียวแน่นกับสหรัฐมาตลอด เช่น อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ก็ยังต้องหันหลังหรือหันข้างให้
สอง ในทางการเมืองระหว่างประเทศและในทางการทูต ต้องถือว่าเป็นเรื่องเสียเกียรติภูมิและเสียหายอย่างมาก ในอดีตสหรัฐจะคุ้นเคยกับการชักจูงให้ประเทศอื่นคล้อยตาม เพื่อให้ได้เสียงข้างมาก และคอยตำหนิประเทศที่ไม่ยอมทำตามเสียงส่วนใหญ่ เช่น รัสเซียที่โดนกล่าวหาเป็นประจำ แต่ครั้งนี้สหรัฐกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้บนเวทีการทูตแบบหมดรูป ทั้งขู่ทั้งปลอบประเทศเล็กประเทศน้อยก่อนการลงมติอย่างไรก็ไม่เป็นผล หลายประเทศอาจรู้สึกสะใจด้วยซ้ำที่เห็นคนที่ชอบสอนคนอื่นกลับเป็นเสียเอง
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะต้องยอมตามประเทศอื่น หรือยอมตามเสียงส่วนใหญ่ แต่อย่างน้อยในเรื่องที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ก็น่าจะซาวเสียงและหาแนวร่วมให้มีจำนวนมากพอเสียก่อน สหรัฐมีเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไปหมด แต่ครั้งนี้กลับลุกลี้ลุกลนจนแทบจะไม่เป็นประโยชน์ หรือในความเป็นจริงอาจเกิดผลในทิศทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป
สาม ผมเชื่อว่าทีมงานของทรัมป์เป็นทีมที่มีความสามารถสูง เป้าหมายหลักคือทำให้คะแนนนิยมในตัวทรัมป์สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในวันเลือกตั้ง รองลงมาคือการบรรเทาความเสียหายจากปากที่ไม่ใคร่จะมีหูรูดของทรัมป์ โดยปกติก็มักจะไม่เสียหายมาก เพราะตรงกับใจของคนจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้อาจจะเหลือบ่ากว่าแรง ห้ามไม่ทัน พูดออกไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ ต้องปล่อยเลยตามเลย หรือที่เรียกว่า ตกกระไดพลอยโจน อาจต้องพยายามแก้เกมโดยการงัดกลยุทธ์ที่ไม่เคยใช้ มาใช้ นั่นก็คือ ถือคติว่า วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการเป็นฝ่ายจู่โจม n







