
เอสเอ็มอีทวงกองทุน5พันล.สู้ค่าบาทแข็ง
โพสต์ทูเดย์
— พาณิชย์จัดทัพตั้งท่าพาเอสเอ็มอีบุกคลัง ขอเงินตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท ช่วยลดผลกระทบค่าบาทแข็งนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เตรียมนำผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จาก 8 สมาคม เข้าพบนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อขอความช่วยเหลือให้บรรเทาผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
มาตรการส่วนใหญ่ที่เอสเอ็มอียื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวข้องกับการดูแลของกระทรวงการคลัง เช่น มาตรการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ ผ่านการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ส่งออก 5,000 ล้านบาท
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี แบงก์) เป็นผู้ทำหน้าที่ให้กู้ยืม มีบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ให้องค์กรเอกชนเป็นผู้กลั่นกรองผู้ที่เดือดร้อน ส่วนวงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 3% ยกเว้นใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นผ่อนชำระ 1 ปี
ที่ผ่านมากลุ่มเอสเอ็มอีไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายใน 3 เดือนข้างหน้า อาจมีเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องปิดกิจการ เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนจากค่าเงินบาทไม่สามารถแข่งขันราคาได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพื่อผลิตเป็นหลัก
รายชื่อ 8 สมาคมที่พร้อมเข้าไปพบกระทรวงการคลัง ได้แก่ สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย สมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย สมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย สมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน สมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ สมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย
จำนวนผู้ประกอบการทั้ง 8 กลุ่ม มีประมาณ 3,000 ราย ยอดส่งออก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ช่วง 7 เดือน (ม.ค.ก.ค.) ปี 2553 อุตสาห กรรมเติบโต 17.81% แต่กำไรไม่เพิ่ม เพราะเงินบาทแข็งค่าผู้ประกอบการไม่ได้มีผลกำไรมากขึ้น เนื่องจากผลจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาที่ผ่านมา ได้สะสมให้ขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกลดลงเป็นอันมาก และส่งผลกระทบรุนแรงและต่อเนื่อง







