posttoday
นโยบายการเงินผ่อนคลาย หนุนเศรษฐกิจ

นโยบายการเงินผ่อนคลาย หนุนเศรษฐกิจ

02 มกราคม 2561

ธนาคารแห่งประเทศไทยคณะกรรมการนโยบายการเงิน คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.9 ซึ่งปรับขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ 3.8 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคต่างประเทศที่ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้เดิม ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย เนื่องจากมีการเลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐบางโครงการออกไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการนโยบายการเงิน คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.9 ซึ่งปรับขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ 3.8 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคต่างประเทศที่ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้เดิม ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย เนื่องจากมีการเลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐบางโครงการออกไป

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในภาพรวมอยู่ในทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง โดยความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจปรับเป็นสมดุล โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวสูงกว่าคาดปรับเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้าที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการใช้จ่ายเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจทำได้เร็วขึ้น

ขณะที่โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าคาดมาจากด้านต่างประเทศ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งโอกาสที่การใช้จ่ายในประเทศอาจขยายตัวไม่สูงเท่าที่คาด หากกำลังซื้อยังไม่กระจายตัวเท่าที่ควร

คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ชัดเจนขึ้นและขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยได้รับแรงส่งจากภาคต่างประเทศรวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ปัจจัยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปยัง ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีทิศทางปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามที่ประเมินไว้ ขณะที่ประมาณการอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลงเล็กน้อยจากผลของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและการยกเลิกมาตรการรถเมล์ รถไฟฟรี ที่น้อยกว่าคาดเป็นสำคัญซึ่งไม่ใช่ปัจจัยด้านอุปสงค์

ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสะท้อนจากต้นทุนการระดมทุนในตลาดสินเชื่อและตลาดตราสารหนี้ของภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

เสถียรภาพระบบการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงในบางจุดที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงผลดีและผลกระทบของทางเลือกเชิงนโยบายต่างๆ (Policy Trade-Offs) เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่เป้าหมายได้ แม้อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ในการตัดสินนโยบายครั้งนี้ กรรมการได้อภิปรายถึงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินโดยมีข้อสรุปและเหตุผลประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

1) เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเห็นว่าแม้ในภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้นและเริ่มเห็นสัญญาณการกระจายตัวของผลดีจาก

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไปยัง SMEs ในหลายหมวดธุรกิจ แต่แรงส่งของอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะพัฒนาการในตลาดแรงงานยังไม่ เข้มแข็ง อีกทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อจากอุปสงค์ภายในประเทศ ค่อนข้างต่ำ คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปัจจุบันจึงมีความจำเป็นต่อไป เพื่อสนับสนุนให้อุปสงค์ในประเทศขยายตัวได้เข้มแข็งมากขึ้น

2) เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงที่อาจเป็นการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไปซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น พฤติกรรมการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินควรจากการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานในปัจจุบัน เนื่องจากพบพฤติกรรมการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินควรในวงกว้าง อาทิ การก่อหนี้ของภาค ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การออกตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือและการลงทุนในกิจการที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของธุรกิจขนาดใหญ่ และการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF) ที่เร่งขึ้นเร็ว

คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป แม้ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวล

อย่างไรก็ดี กรรมการบางส่วนเห็นว่าความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินบางส่วนมีสัญญาณปรับลดลงบ้างจากการใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อเข้าดูแลและการทยอยปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำกับดูแลสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หลักเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้ รวมถึงกรอบกฎหมาย และกระบวนการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์

คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงการรักษาสมดุลระหว่าง Policy Trade-Offs ต่างๆ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ในการประชุมครั้งนี้ โดยเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรน ต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศn

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย