posttoday
เล็งปฏิรูปสวทช.ดันนักวิจัยตั้งบริษัท

เล็งปฏิรูปสวทช.ดันนักวิจัยตั้งบริษัท

02 มกราคม 2561

กระทรวงวิทย์ฯ เตรียมปฏิรูป สวทช.ครั้งใหญ่ เร่งปลดล็อกนักวิจัย เพิ่มจำนวนบุคลากร สร้างนักวิจัย ขยายสู่จัดตั้งบริษัท

กระทรวงวิทย์ฯ เตรียมปฏิรูป สวทช.ครั้งใหญ่ เร่งปลดล็อกนักวิจัย เพิ่มจำนวนบุคลากร สร้างนักวิจัย ขยายสู่จัดตั้งบริษัท

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเตรียมปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยจะปฏิรูปองค์กรเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และ สวทช.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญและเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนสู่ 4.0 โดยอยู่ระหว่างการปรับแก้ไขกฎหมายและปลดล็อกในเรื่องต่างๆ

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สวทช.มีนักวิทยา ศาสตร์รวมกว่า 3,000 คน โดยต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรค 4-5 เรื่องสำคัญ เพื่อทำให้การขับเคลื่อนองค์กรเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องการกำหนดจำนวนบุคลากร ไม่ให้เกิน 30% ของงบ สวทช. หรือสัดส่วนการเข้าไปถือหุ้นได้ ไม่เกิน 49% ซึ่งต้องแก้ไข เนื่องจากมีงาน วิจัยที่มีศักยภาพสามารถนำไปขยายสู่เชิงพาณิชย์ได้จำนวนมาก

นอกจากนี้ ต้องผลักดันให้ สวทช.มีกลไกดึงบุคลากรที่มีศักยภาพจากทั่วโลกเข้ามาทำงานในไทย เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์สามารถดึงบุคลากร นักวิจัยที่มีศักยภาพไปทำงานได้ และการปรับให้นักวิจัยที่ค้นพบนวัตกรรมสามารถออกไปจัดตั้งบริษัท เพื่อผลิตสู่เชิงพาณิชย์ อีกทั้งหากทำธุรกิจมีปัญหาหรือความล้มเหลวก็มีกลไก ทำให้กลับมาทำงานเป็นนักวิจัยได้อีกครั้ง รวมถึงให้นักวิจัยได้สิทธิในผลงานวิจัยได้

สำหรับการปรับแก้โครงสร้างองค์กร สวทช.ดังกล่าว ได้มีการหารือ ร่วมกับคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนระบบราชการ 4.0 และหลังจากนั้นจะมีการเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยขั้นตอนจะต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรต่อไป คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2561

"การปรับองค์กร เพื่อทำให้มีความยืดหยุ่นและปลดล็อกด้านต่างๆ เพื่อร่วมผลักดันงานวิจัยที่มีจำนวนมาก และมีศักยภาพของประเทศ สามารถขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ให้ได้ และปัจจุบันสามารถเริ่มดำเนินการปลดล็อกใน ด้านต่างๆ ได้อย่างเหมือนกับการมี แซนด์บ็อกซ์สามารถดำเนินการได้ทันที" นายสุวิทย์ กล่าว

ขณะเดียวกัน สวทช.จะดำเนินการจัดตั้งเนชั่นแนล ไบโอ แบงก์ ของประเทศไทย โดยรวบรวมทั้งเรื่องยีน จุลินทรีย์ และเมล็ดพันธุ์ คาดว่าจะใช้งบในการก่อสร้างรวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดทำเนชั่นแนล ไบโอ แบงก์ มีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อการทำวิจัย สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ รวมถึงรองรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม หลัก ทั้งสมุนไพร การแพทย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย (เอจจิ้ง โซไซตี้) และมีอีกหลายโครงการที่จะดำเนินการในปีนี้ ภายใต้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ