posttoday
ประมูลคลื่น900/1800ส่อไม่คึก

ประมูลคลื่น900/1800ส่อไม่คึก

03 มกราคม 2561

ปิยนุช ผิวเหลือง/ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญการประมูลคลื่นความถี่โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เมื่อช่วงปี 2558-2559 ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาจากราคาการประมูลที่สูงลิ่ว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาการประมูลคลื่นในครั้งต่อๆ มา รวมถึงการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิร์ตซ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ด้วย

ปิยนุช ผิวเหลือง/ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การประมูลคลื่นความถี่โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เมื่อช่วงปี 2558-2559 ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาจากราคาการประมูลที่สูงลิ่ว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาการประมูลคลื่นในครั้งต่อๆ มา รวมถึงการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิร์ตซ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ด้วย

ทั้งนี้ ช่วงกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเปิดประมูลในเดือน พ.ค. 2561 โดยได้กล่าวถึงการกำหนดราคากลางในการประมูลคลื่นความถี่ทั้งสองย่าน ความว่าราคาขั้นต่ำของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ที่ 37,457 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดตามมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 31/2558 ที่กำหนดให้นำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน รวมถึงการนำหลักการคิดมูลค่าเงินตามเวลาจริง (Time Value of Money) มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาใบอนุญาต ที่ปรับลดลงจาก 18 ปีเหลือ 15 ปี มาใช้ในการคำนวณราคาขั้นต่ำด้วย

ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีราคาขั้นต่ำของการประมูลอยู่ที่ 37,988 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ คำนวนจากการเคาะราคาประมูลสุดท้ายของการประมูลในปี 2558 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ นักวิชาการด้านโทรคมนาคม อย่าง นิตยา สุนทรสิริพงศ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศระหว่างประเทศ ระบุว่า ราคาการประมูลที่สูงในครั้งนี้ อาจทำให้ผู้ที่เข้าร่วมประมูลน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาตที่เปิดประมูล

ดังนั้น เป็นไปได้สูงที่ กสทช.จะขายใบอนุญาตไม่หมด โดยหากเป็นเช่นนั้น ทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีจะไม่ได้ถูกนำมาจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาบริการสำหรับผู้บริโภค อีกทั้งต้นทุนการประมูลที่สูงส่งผลให้ผู้ให้บริการ (โอเปอเรเตอร์) เหลือเงินทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีน้อยลง

อย่างไรก็ตาม กสทช.ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับการตั้งราคาขั้นต่ำในการประมูลว่า เพื่อความยุติธรรมต่อผู้ประมูลใบอนุญาตครั้งก่อนและเพื่อนำส่งเงินประมูลเป็นรายได้ของแผ่นดิน ดังนั้น กสทช. จึงได้สร้างกลไก n-1 ในการกำหนดจำนวนผู้เข้าประมูลเพื่อสร้างการแข่งขัน โดยกลไกดังกล่าวจะกำหนดใบอนุญาตที่เปิดประมูลให้สัมพันธ์กับจำนวนผู้เข้าประมูล ซึ่งจำนวนผู้เข้าประมูลต้องมากกว่าจำนวนใบอนุญาต 1 รายเสมอทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา แต่ทั้งนี้ก็ไม่วายโดนติงจากนักวิชาการ ว่า กลไกดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ในสถานการณ์การประมูลคลื่นครั้งนี้ เนื่องจากราคากลางสูง อีกทั้งโอเปอเรเตอร์ยังมีภาระค่าใช้จ่ายจากการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ในครั้งก่อน

สำหรับคำทักท้วงจากนักวิชาการส่อแววเป็นจริง จากกรณี บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) และ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น (ทียูซี) ขอขยายจำนวนงวด การชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีการประมูลในช่วงปี 2558-2559 ออกไปอีก 3-5 งวด เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายสูง กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการเข้าร่วมการประมูลครั้งใหม่ โอเปอเรเตอร์ ต้องทบทวนว่าค่าใบอนุญาตจะคุ้มกับการลงทุนแค่ไหน

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวในการเสวนา "จับตาประมูลคลื่นความถี่ไทย จะเป็นอย่างไรในปีหน้า" ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ กสทช.จะไม่สามารถขายใบอนุญาตได้ทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้ บริการโทรคมนาคมที่ลดลง โดยแม้ว่า กสทช.จะกำหนดมาตรฐานราคาค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้กับโอเปอ เรเตอร์ภายหลังการประมูล แต่ประชาชนคือผู้ที่ตอบได้ดีที่สุดว่า แท้จริงแล้วหลังการประมูล อัตราค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ถูกขึ้นจริงหรือไม่

ด้านผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่คลื่นจะหมดสัมปทานต้องโดนนำมาประมูลอย่างดีแทค ลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมุ่งมั่นที่จะจัดหาคลื่นความถี่เพิ่ม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโครงข่ายในการให้บริการดิจิทัลที่ดีที่สุดกับลูกค้า สำหรับการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ โดย กสทช.ในปี 2561 ดีแทคได้ร่วมกับที่ปรึกษาชั้นนำในการศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อให้มั่นใจว่าการประมูลคลื่นจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดสรรคลื่นความถี่สนับสนุนรัฐบาลสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนำไทยเปลี่ยนผ่านสู่ "ประเทศไทย 4.0" ซึ่งคลื่นความถี่เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ทั้งนี้ การสื่อสารไร้สายไม่เพียงแต่เข้าไปมีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันในรูปของบริการโทรคมนาคม แต่การสื่อสารไร้สายยังได้แทรกเข้าไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ฟินเทค อี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือกล่าวโดยรวมการสื่อสารไร้สายนอกจากจะเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงในตนเองแล้วยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการรองรับอุตสาหกรรมอื่นๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ขับเคลื่อนประเทศ

ดังนั้น บริษัทขอเสนอแนะให้มีการนำคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูลทั้งหมด เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขาดแคลนคลื่นความถี่ที่ประเทศไทยประสบอยู่เพิ่มขึ้น กำหนดชุดคลื่นความถี่เป็น 9 ชุด ขนาด 2x5 เมกะเฮิรตซ์ และกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่สูงสุดในย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งหมด ไม่เกิน 2x30 เมกะเฮิรตซ์ (Band-Specific Cap) ซึ่งจะทำให้ตอบเสนอความต้องการของผู้เข้าประมูลแต่ละรายได้ดีกว่าการกำหนดชุดคลื่นความถี่ขนาด 2x15 เมกะเฮิรตซ์ เพียงขนาดเดียว และกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการประมูลคลื่น

"ดีแทคมองว่า การประมูลที่จะมีขึ้นควรรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับผู้บริโภคและการแข่งขันดิจิทัลของประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง" นอร์ลิ่ง กล่าว

ขณะที่ สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า การประมูลคลื่นครั้งใหม่นี้บริษัทอาจดูความต้องการของลูกค้าในตลาดก่อนว่า จำเป็นต้องเพิ่มเพื่อรองรับบริการอีกไหม เพราะตอนนี้ก็มีมากพอแล้ว แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาก็ย่อมแสวงหาอยู่เสมอ รวมทั้งต้องดูว่าเรื่องของราคาเป็นอย่างไร ถ้าราคาถูกแต่ไม่ร่วมประมูลก็เสียโอกาส แต่แพงไปก็กลายเป็นแบกภาระเพิ่ม รวมทั้งสภาพการแข่งขันในช่วงที่ประมูลนั้นเป็นอย่างไร ซึ่ง 3 ส่วนนี้ คือปัจจัยหลักในการพิจารณาว่าจะร่วมประมูลหรือไม่

เช่นเดียวกับ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือทรู กล่าวว่า จะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาถึงความต้องการอีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ทรูฯ ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีคลื่นความถี่เพิ่ม เพราะปัจจุบันมีจำนวนคลื่นความถี่ 55 เมกะเฮิรตซ์ ที่เพียงพอต่อการให้บริการอยู่แล้ว

เมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด การประมูลคลื่นรอบใหม่ในปี 2561 ครั้งนี้ ความคึกคักคงน้อยกว่าครั้งก่อนแน่

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ