posttoday
ธนาคารตั้งรับ IFRS9 ก่อนใช้จริงปี 2562

ธนาคารตั้งรับ IFRS9 ก่อนใช้จริงปี 2562

01 มกราคม 2561

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ หรือไอเอฟอาร์เอส 9 (IFRS9) เริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นถึงประเด็นที่เป็นความท้าทายในปี 2561 เนื่องจากเป็นกฎเกณฑ์ใหม่อีกหนึ่งฉบับที่ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ หรือไอเอฟอาร์เอส 9 (IFRS9) เริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นถึงประเด็นที่เป็นความท้าทายในปี 2561 เนื่องจากเป็นกฎเกณฑ์ใหม่อีกหนึ่งฉบับที่ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ตามมาตรฐานดังกล่าวทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการคำนวณแนวโน้มการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ไม่ใช่เพียงการดูจำนวนวันผิดนัดชำระหนี้ แต่ต้องคาดการณ์เผื่อในอนาคต ทำให้ต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมากขึ้น

ธนาคารพาณิชย์ที่เหนื่อย คือ ธนาคารที่มีอัตราการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย พอดีหรือปริ่มเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปัจจุบันประมาณ 100% ของหนี้เสีย หากใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ทำให้ภาระการตั้งสำรองจะเพิ่มขึ้นสูงอย่างมีนัย

สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2560 อัตราการตั้งสำรองต่อหนี้เสียของธนาคารกรุงเทพ อยู่ที่ 154% กรุงไทย 115% ไทยพาณิชย์ 136% กสิกรไทย 140% กรุงศรีอยุธยา 149% ธนชาต 146% ทหารไทย 141% ทิสโก้ 186% ซีไอเอ็มบี ไทย 85% เกียรตินาคิน 105%

กิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ประเด็นที่ทำให้ธนาคารตื่นตัวในเรื่องการตั้งสำรองเพิ่มจากมาตรฐานบัญชีใหม่ เพราะต้องเปลี่ยนการคำนวณความเสี่ยงใหม่หมด

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ใช้เกณฑ์ไอเอเอส 39 และการคะเนความน่าจะเป็นหนี้เสีย (Possible Impaired Loans : PIL) โดยหนี้ปกติ ค้างชำระ 0-30 วัน ตั้งสำรอง 1% ของมูลหนี้ หนี้ที่จับตามองเป็นพิเศษ (SM) ค้างชำระ 30-90 วัน ตั้งสำรอง 2% และหนี้ เอ็นพีแอล ค้างชำระเกิน 90 วัน ตั้งสำรอง 100% รวมทั้งมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพ ตั้งสำรองเมื่อเห็นสัญญาณความเสี่ยง

สำหรับเกณฑ์ไอเอฟอาร์เอส 9 หนี้ปกติ ให้ตั้งสำรองตามคาดการณ์ที่จะเป็นหนี้เสียในช่วง 12 เดือน หนี้ด้อยคุณภาพ (Underperforming) ตั้งสำรองตามคาดการณ์มูลค่าสูญเสียตลอดอายุสัญญา (Life-Time Expected Credit Loss) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ตั้งสำรองแบบเดียวกับหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลแล้ว อีกทั้งเกณฑ์ใหม่ที่คิดความสูญเสียตลอดอายุสัญญามีผลลดทอนมูลค่าหลักประกัน จากปกติหักมูลค่าหลักประกันลง 38% อาจจะลดไปถึง 50%

"การตั้งสำรองที่จะเพิ่มขึ้นมาจากสเตจ 2 ลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 30 วันแต่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอล ที่เราต้องกลับไปคำนวณว่าที่ผ่านมาไหลลงไปเป็น เอ็นพีแอลเท่าไหร่ แล้วต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกเท่าไหร่ ต้องใช้ระบบดาต้าเข้ามาคำนวณใหม่ ส่วนหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล เราตั้งสำรองครบ 100% ไว้อยู่แล้ว" กิตติยา กล่าว

นอกจากนี้ มีผลต่อการคำนวณรายได้ของธนาคาร ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียม เนื่องจากมาตรฐานบัญชีใหม่ ต้องกำหนดการรับรู้รายได้เป็นตลอดอายุสัญญา ปัจจุบันการลงบัญชีจะลงรายรับชัดเจนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น สินเชื่อบ้าน ที่คิดดอกเบี้ยต่ำ 0% ในช่วงแรก หรือค่าธรรมเนียมอำนวยสินเชื่อที่คิดตามการเบิกใช้จริง

ทั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนเป็นการคำนวณรายรับตลอดอายุสัญญา สำหรับ สินเชื่อบ้านระยะเวลา 30 ปี ต้องมาคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอด 30 ปี ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าบางรายที่มีการ รีไฟแนนซ์ออก ส่วนค่าธรรมเนียม สินเชื่อต้องคิดทั้งวงเงินซึ่งไม่รู้ว่าจะเบิกใช้ครบเมื่อไหร่ จึง อาจกระทบกับการคำนวณภาษีด้วย

อย่างไรก็ดี ธปท.ประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเริ่มใช้มาตรฐานบัญชี ดังกล่าวในปี 2562 แต่ก่อนเริ่มใช้จริงนั้น ได้ให้ธนาคารลองทำแบบจำลองก่อนและรายงานผลให้ทราบในช่วงกลางปี 2561 เพื่อพิจารณาว่ามีผล กระทบมากน้อยเพียงใด ก่อนบังคับใช้มาตรฐานไอเอฟอาร์เอส 9 ในไทย

กิตติยา กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มทยอยตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อรองรับมาตรฐานไอเอฟอาร์เอส 9 ตั้งแต่ไตรมาส 3 จำนวน 2,500 ล้านบาท และเตรียมตั้งสำรองเพิ่มอีก 2,500 ล้านบาท ในไตรมาส 4 รวมการตั้งสำรองเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ เป็น 5,000 ล้านบาท

การตั้งสำรองดังกล่าวเป็นการตั้งเพิ่มเติมจากการสำรองหนี้เสียปกติไตรมาสละ 5,000 ล้านบาท ทำให้ปี 2560 ธนาคารไทยพาณิชย์มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั้งสิ้นประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

"เรายังกันงบประมาณเพื่อลงทุนปรับปรุงระบบไอที ทั้งระบบฐานข้อมูล (Big Data) และเทคโนโลยีวิเคราะห์ฐานข้อมูล (Data Analytics) รองรับการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงลูกหนี้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานบัญชีใหม่ด้วย" กิตติยา กล่าว

มาตรฐานบัญชีดังกล่าว ถือเป็นเรื่องใหม่ของธนาคารและสถาบันการเงินทั้งระบบ และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเตรียมตัวและเริ่มทยอยตั้งสำรองเพิ่มเติมไปบ้างแล้ว และคงตั้งเพิ่มขึ้นอีกในปี 2561 ด้วย ย่อมกระทบต่อการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในระบบแน่นอน แต่จะกระทบมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในการบังคับใช้ภายใต้บริบทของประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย