posttoday
เปิดแผนสร้างอาชีพ ขับเคลื่อนศก.ฐานราก

เปิดแผนสร้างอาชีพ ขับเคลื่อนศก.ฐานราก

02 มกราคม 2561

อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล เป้าหมายของรัฐบาลในการขจัดความยากจนให้พ้นไปจากประเทศไทย หนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าได้สำเร็จตามเป้าหมาย คือการสร้างอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

เป้าหมายของรัฐบาลในการขจัดความยากจนให้พ้นไปจากประเทศไทย หนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าได้สำเร็จตามเป้าหมาย คือการสร้างอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

หน่วยงานหลักในการดูแลภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และกลุ่มผู้มี รายได้น้อย อย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้มีแผนที่จะดำเนินการสร้างอาชีพให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ รวมถึงการสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจรายย่อยให้เกิดความเข้มแข็ง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคธุรกิจต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างถูกจุด

กุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า แผนการสร้างอาชีพและสร้างเครือข่ายที่กรมจะดำเนินการในปี 2561 มี 3 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการแม่บ้านมืออาชีพ หรือโครงการแม่บ้านในดวงใจ ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ. 2561 ถือเป็นการส่งเสริมพัฒนาสร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้ลงทะเบียนไว้ ทั่วประเทศ 11.44 ล้านคน ให้มีทักษะที่จำเป็นสามารถนำไปสร้างรายได้ โดยเป็นความ ร่วมมือระหว่าง 3 ฝ่าย คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสมาคมโรงแรมไทย เน้นการพัฒนาความรู้ทักษะในการนำไป ใช้จริง ที่ต้องตรงกับความต้องการภาคเอกชนมากที่สุด โดยสมาชิกสมาคมโรงแรมไทยจะพิจารณารับเข้าทำงานต่อไป

"วิธีดำเนินการนั้น จะมีการหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ด้านบุคลิกภาพและมารยาทของพนักงานต้อนรับ หลักการวิธีทำความสะอาดสถานที่ สุขอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน การใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งตั้งเป้าหมายอบรมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 2,000 ราย เมื่อผ่านการอบรมและได้รับการบรรจุเข้าทำงาน" กุลณี กล่าว

โครงการต่อมา คือการพัฒนาต่อยอดด้านอาชีพด้วยการจัดผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการธุรกิจ มาให้ทักษะความรู้เทคนิคเฉพาะกับผู้ฝึกอาชีพสามารถประกอบธุรกิจได้ในระยะเวลาสั้น เช่น การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งธุรกิจ การคำนวณต้นทุน การตลาด การจัดทำบัญชีธุรกิจแบบง่ายๆ และการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อการผลิตสินค้าให้ตรงใจ เป็นต้น โดยจะเริ่มดำเนินการระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2561 ตั้งเป้าหมาย ผู้มีรายได้น้อยว่างงาน 3,000 ราย

กุลณี กล่าวว่า การพัฒนาต่อยอดด้านอาชีพจะมีหน่วยงานหลักอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการฝึกทักษะอาชีพให้กับผู้ที่สนใจในด้านต่างๆ เช่น การประกอบอาหาร เสริมสวย นวดแผนโบราณ ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ประปา อิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ แต่อาจจะยังไม่สามารถประกอบอาชีพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กรมและ กทม.จึงต้อง ต่อยอดทักษะให้กลุ่มคนเหล่านี้

สำหรับวิธีดำเนินการจะนำร่อง 2 ธุรกิจ คือ ร้านอาหารและร้านเสริมสวย ซึ่งกรมจะร่วมมือ กทม.พัฒนาต่อยอดให้ผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านการฝึกทักษะอาชีพด้านทำอาหารและร้านเสริมสวย รวมทั้งการจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจให้สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เช่น การวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งร้าน วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจในอนาคต การทำโปรโมชั่นและการตลาด การวิเคราะห์ลูกค้าและคิดผลิตภัณฑ์บริการใหม่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และจะร่วมกับสถาบันการเงินในการให้สินเชื่อ โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้สนใจที่จะลงทุน

นอกจากนี้ กรมจะผลักดันโครงการพัฒนาร้านค้าชุมชนสู่ไฮบริด เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จะมาต่อยอดนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ให้ซื้อสินค้าตามวงเงินที่รัฐบาลกำหนดผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 10-20% ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการคัดเลือกร้านค้าปลีกรายเล็ก (โชห่วย) รวมถึงร้านชุมชนให้เข้าร่วมเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ เป็นไปตามนโยบายของ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ที่ต้องการ ผลักดันให้ร้านค้าโชห่วยที่ได้รับการพัฒนาจากกรมประมาณ 1.8 หมื่นแห่ง เป็นโชห่วยไฮบริด หรือมีการพัฒนาร้านค้าเหล่านี้ให้ทันต่อสถานการณ์การค้า โดยจะต้องนำการค้ามาผสมผสานกับการค้าออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ

"ร้านค้าชุมชนที่รวมถึงร้านธงฟ้าประชารัฐ จะต้องได้รับการพัฒนายกระดับทั้งด้านการสร้างองค์ความรู้ที่จำเป็น การพัฒนาระบบ มาตรฐานกลาง เพื่อให้สามารถยกระดับได้ 2 ส่วน คือ การลดต้นทุน และเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งหน่วยงานรัฐจะเก็บรวมรวมข้อมูลการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคมาวางแผนในการต่อยอดโครงการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจฐานราก โดยโครงการโชห่วย ไฮบริดตั้งเป้าพื้นที่ดำเนินการแก่ร้านค้าชุมชน 1,500 ร้านค้า ครอบคลุม 4 ภูมิภาค" กุลณี อธิบาย

ขณะที่แผนการผลักดันให้การประกอบธุรกิจในไทยมีความสะดวกและคล่องตัว ซึ่งจะส่งผล ต่อการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จัดอันดับนั้น กรมได้ตั้งเป้าที่จะลดขั้นตอนของการเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยเหลือ 2 วันครึ่ง จากปัจจุบัน 4 วัน เพราะต้องเป็นการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุดได้มีการหารือกับกรมสรรพากรและประกันสังคมในการเพิ่มขีดความสามารถของการประกอบธุรกิจ

"เรื่องความสะดวกในการประกอบธุรกิจ มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล ซึ่งทาง กพร.มีตัวชี้วัดการทำงานอยู่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงาน" กุลณี ระบุ

ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2561 ที่จะต้องมุ่งสร้างอาชีพให้กับกลุ่ม ผู้มีรายได้น้อย และการสร้างความเข้มแข็งต่อร้านค้าปลีกรายย่อยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะหากสร้างความเข้มแข็งให้ร้านค้าปลีกเหล่านี้ได้ จะช่วยสร้างเอาต์เลตกระจายสินค้า ที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลใช้เป็นช่องทางช่วยเหลือสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชมให้กับเอสเอ็มอีได้มีพื้นที่วางขายในการสร้างรายได้ชุมชนเพื่อ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก