posttoday
สิ่งที่ควรพิจารณา เมื่อคิดทำประกัน

สิ่งที่ควรพิจารณา เมื่อคิดทำประกัน

29 ธันวาคม 2560

เรื่อง ภาดนุภาพ เอพี/เอเอฟพีคนไทยตื่นตัวในการทำประกันชีวิตมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันของผู้ขาย และอีกส่วนหนึ่งมาจากการเล็งเห็นถึงประโยชน์และความจำเป็นในการทำประกัน ซึ่งเหตุผลอย่างหลังนี้นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่อง ภาดนุภาพ เอพี/เอเอฟพี

คนไทยตื่นตัวในการทำประกันชีวิตมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากแรงผลักดันของผู้ขาย และอีกส่วนหนึ่งมาจากการเล็งเห็นถึงประโยชน์และความจำเป็นในการทำประกัน ซึ่งเหตุผลอย่างหลังนี้นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงนับเป็นผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะนอกจากการทำประกันชีวิตจะเป็นการออมเงินและป้องกันเงินออมไม่ให้ถูกใช้ไปเมื่อเราเกิดปัญหาแล้ว ยังช่วยให้ไม่เป็นภาระคนอื่นหรือลดภาระให้สังคมด้วย

แล้วจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากผู้ที่ซื้อประกันชีวิตทุกคนซื้อด้วยความเข้าใจและเห็นถึงความจำเป็นของตัวเองที่ต้องมีประกัน พร้อมทั้งพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบก่อนตัดสินใจซื้อ

ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง เมื่อคิดจะทำประกันชีวิต

เนื่องจากการทำประกันชีวิตเป็นเรื่องของการป้องกันความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ระยะเวลาในการเอาประกันชีวิตจะค่อนข้างยาว ดังนั้นปัจจัยหลักๆ ที่ควรพิจารณาก่อนทำประกันชีวิต โดยทั่วไปจะมี 5 ปัจจัยคือ

1.ความต้องการหรือความกังวลในอนาคต

ก่อนอื่นคุณต้องรู้ถึงความต้องการหรือความกังวลในอนาคตของตัวเองก่อน เช่น กังวลว่าหากเราเป็นอะไรไปลูกจะเรียนจบหรือไม่ หรืออยากมีเงินสักก้อนหนึ่งไว้ใช้ยามเกษียณ หรือกังวลว่าหากเกิดเจ็บป่วยจะมีเงินพอเป็นค่ารักษาพยาบาลหรือไม่

เชื่อว่าทุกคนมีความกังวลหรือความต้องการด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนโสดหรือคนที่มีครอบครัวแล้ว แต่จะเป็นเรื่องใดก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน ซึ่งประกันชีวิตจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ให้เราได้

2.งบประมาณหรือจำนวนเงินค่าเบี้ยประกันที่สามารถจ่ายได้

เมื่อรู้ถึงความต้องการ จะทำให้เราทราบว่าจำนวนทุนประกันจะเป็นเท่าไร ซึ่งจะช่วยให้เราทราบว่าต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือนหรือต่อปี

วิธีคำนวณว่าคุณจะมีความสามารถในการจ่ายค่าเบี้ยประกันได้เท่าไรโดยที่ไม่เดือดร้อน ก็เหมือนเดิมคือใช้สูตรการแบ่งเงินมาเพียง 30% ของรายได้สุทธิต่อเดือน หากเงินที่แบ่งมานี้ไม่เพียงพอที่จะชำระเบี้ยประกันตามทุนประกันที่เราต้องการได้ ก็ต้องพิจารณาแบบประกัน แบบอื่นๆ ที่สามารถให้ความคุ้มครองตามที่เราต้องการได้

หรือหากยังไม่ได้อีก ก็อาจต้องยอมลดทุนประกัน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองระดับหนึ่งไปก่อน ดีกว่าไม่มีเลย และในอนาคตหากมีรายได้เพิ่ม ค่อยทำประกันเพิ่มขึ้นอีกที

ขอให้ระมัดระวังเรื่องงบประมาณให้ดี เพราะหากเราจ่ายค่าเบี้ยประกันเกินความสามารถที่แท้จริงของเรา อาจทำให้ต้องทิ้งกรมธรรม์ได้ เพราะโดยธรรมชาติของคนเรา เมื่อมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องเงิน สิ่งแรกที่จะหยุดชำระก็คือเบี้ยประกันชีวิต

ฉะนั้น การแบ่งเงินมาชำระเบี้ยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องมีวินัยในการส่งเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ ต้องไม่ยุ่งกับเงินก้อนนี้ หากเราอยากทำให้ฝันเป็นจริง

3.แบบประกัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจและมีความรู้เรื่องแบบประกันพอสมควร ต้องรู้ว่าแบบประกันที่ผู้ขายนำเสนอนั้นตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ และสอดคล้องกับงบที่เรามีอยู่มั้ย

ผู้ขายต้องอธิบายถึงลักษณะของแบบประกันให้ชัดเจน และพิจารณาดูว่าแบบประกันดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการของเราหรือไม่ เช่น ประกันแบบสะสมทรัพย์ เป็นต้น

ส่วนใหญ่คนที่ทำประกันก็หวังว่าอยากจะได้เงินสักก้อนหนึ่งเมื่อครบอายุสัญญา ก็ขอให้พิจารณาระยะเวลาของแบบประกันด้วยว่า สอดคล้องกับอายุเราหรือไม่ เช่น เราอายุ 47 ปี และเลือกแบบประกันที่มีระยะเวลา 20 ปี เมื่อครบอายุสัญญา อายุเราก็ปาเข้าไป 67 ปีแล้ว ถึงตอนนั้นยังจะสนุกกับการใช้เงินก้อนนี้หรือไม่ ไปไหนมาไหนจะคล่องแคล่วเหมือนตอนนี้ไหม เราก็อาจจะเลือกแบบประกันที่ระยะเวลาสั้นลง เพื่อให้มีโอกาสใช้เงินนั้นได้มากขึ้น หรือหากจะทำไว้เผื่อว่าลูกหลานไม่เลี้ยง อย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน

4.บริษัทที่จะรับประกันชีวิต

การทำประกันชีวิตเป็นเรื่องของอนาคต มีระยะเวลาที่ยาว เพราะฉะนั้นการเลือกบริษัทที่จะรับประกันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่จะพิจารณาละเอียดมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน

บางท่านอาจจะดูผลประกอบการของบริษัทว่ากำไร-ขาดทุนเป็นอย่างไร ตลอดจนดูผู้บริหารของบริษัทนั้น ว่ามีฝีมือในการบริหารเป็นอย่างไร มีการนำเงินที่ได้จากค่าเบี้ยประกันไปลงทุนในด้านใดบ้าง เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย อย่างไร เช่น ลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล สิ่งเหล่านี้เราอาจหาข้อมูลได้จากหนังสือพิมพ์ กรมการประกันภัย หรือหากเราไม่สามารถหาข้อมูลได้ ก็ไม่ต้องกังวล เราอาจพิจารณาง่ายๆ โดยดูว่าบริษัทตั้งมากี่ปีแล้ว และยังคงดำเนินการอย่างราบรื่นหรือไม่ ชื่อเสียงในท้องตลาดเป็นอย่างไร เพราะอย่างน้อยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการประกันภัย จะเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินการของบริษัทประกันภัยอยู่แล้ว

5.นายหน้าหรือตัวแทน

ควรพิจารณาเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องแบบประกันชีวิต หรือการแนะนำแบบประกันที่ชัดเจน เหมาะกับความต้องการ นายหน้าที่ดีต้องไม่พยายามยัดเยียดให้ซื้อแบบประกันชีวิตที่เบี้ยประกันสูงๆ โดยไม่สนใจว่าเราจะสามารถชำระเบี้ยได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ นายหน้าต้องมีความน่าเชื่อถือและการแสดงออกต้องจริงใจ มีการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าและสอบถามข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณานำเสนอแบบประกัน

ทั้งหมดนี้น่าจะพอเป็นแนวทางประกอบในการพิจารณาทำประกันชีวิตได้ รีบหาหลักประกันให้กับชีวิตเราและคนที่เรารักเสียตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่ต้องกังวลกับอนาคตไงล่ะ n

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน