posttoday
กรณีวัคซีนไข้เลือดออก มายาคติเรื่องยาใหม่ (2)

กรณีวัคซีนไข้เลือดออก มายาคติเรื่องยาใหม่ (2)

31 ธันวาคม 2560

นพ.วิชัย โชควิวัฒนกรณีวัคซีนไข้เลือดออก ข้อมูลต่างๆ ดูจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แต่ค่อนข้างล่าช้า เพราะเป็นเรื่องซับซ้อน นอกเหนือจากเรื่องทางวิชาการ ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ และอาจมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยนักวิชาการที่ปรากฏตัวออกมา มีส่วนหนึ่งที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่ปรากฏว่ามีการประกาศ (Declare) กรณีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย

นพ.วิชัย โชควิวัฒน

กรณีวัคซีนไข้เลือดออก ข้อมูลต่างๆ ดูจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น แต่ค่อนข้างล่าช้า เพราะเป็นเรื่องซับซ้อน นอกเหนือจากเรื่องทางวิชาการ ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ และอาจมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยนักวิชาการที่ปรากฏตัวออกมา มีส่วนหนึ่งที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่ปรากฏว่ามีการประกาศ (Declare) กรณีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย

โดยที่เรื่องนี้ "ระเบิด" ขึ้นที่ฟิลิปปินส์ จึงต้องติดตามเรื่องราวที่ฟิลิปปินส์ต่อไป ซึ่งปรากฏว่า วัคซีนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียน และเข้าสู่ระบบวัคซีนพื้นฐานของประเทศค่อนข้างรวดเร็วมาก ในสมัยของอดีตประธานาธิบดี เบนิโญ อะควิโน ซึ่งแน่นอนว่าผู้รับผิดชอบคนสำคัญคืออดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขชื่อ เจเนตต์ การิน (Janette Garin)

ซึ่งออกมาชี้แจงว่าพร้อมรับผลใดๆ ที่จะตามมา โดยชี้แจงยืนยันอ้างองค์การอนามัยโลกเป็น "หลังอิง" ว่า "เราดำเนินนโยบายนี้ตามข้อชี้แนะ (Guidance) และคำแนะนำ (Recommendations) ขององค์การอนามัยโลก" แต่เพียงสองวันต่อมา สำนักงานองค์การอนามัยโลกภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ก็ได้ออกเอกสารชี้แจงปฏิเสธคำอ้างของอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขว่า

มิได้เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่กระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ให้บรรจุวัคซีนไข้เลือดออกที่เป็นปัญหาเข้าในโปรแกรมวัคซีน พื้นฐานของประเทศ เอกสารขององค์การอนามัยโลกที่ได้แนะนำไว้นั้น อ้างคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญทางยุทธศาสตร์วัคซีน (Strategic Group of Experts on Immunization) ชื่อย่อคือ "เซจ" (SAGE)

ซึ่งตีพิมพ์รายงานเบื้องต้นออกมาในช่วงกลางเดือน เม.ย. 2559 และคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกออกมาในเดือน ก.ค. 2559 ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้บรรจุวัคซีนไข้เลือดออกเข้าในแผนวัคซีนแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว เอกสารชี้แจงขององค์การอนามัยโลกยังระบุด้วยว่า คำแนะนำเรื่องวัคซีนไข้ เลือดออกขององค์การอนามัยโลก ไม่มีข้อความใดที่แนะนำให้บรรจุวัคซีนนี้เข้าในแผนวัคซีนแห่งชาติของประเทศใดๆ

ตรงกันข้ามคำแนะนำยังมีข้อพิจารณาสำหรับรัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องนำไปใช้ในการตัดสินใจ โดยจะต้องพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลเท่าที่มีในขณะนั้น "ควบคู่กับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้" (along with possible risks) ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ "เซจ" ได้แนะนำว่า ควรให้วัคซีนนี้เฉพาะในท้องที่ที่มีผู้เคยได้รับเชื้อแล้วในสัดส่วนที่สูง อย่างน้อย 70% โดยให้ฉีดแก่เด็กอายุ 9 ขวบขึ้นไป รวม 3 เข็ม

เอกสารชี้แจงขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ช่วงกลางเดือน เม.ย. 2559 ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ มีอยู่ 3 เขตในฟิลิปปินส์ที่เข้าเกณฑ์ ดังกล่าว โดยกระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2559 โดยฉีดในเขต 3 และเขต 4 เอ ในกรุงมะนิลา ซึ่งไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่น จึงชัดเจนว่าการตัดสินใจของกระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ในการนำวัคซีนไข้เลือดออกเข้าในแผนวัคซีนแห่งชาติ มิใช่โดยคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

แต่จะเป็นเพราะเป็นนโยบาย "ประชานิยม" หรือเพราะมีเรื่อง "เงินทอน" อยู่ด้วยหรือไม่ จะต้องติดตาม ต่อไป ทั้งนี้ โฆษกของประธานาธิบดีดูเตอร์เตได้ประกาศแล้วว่าเรื่องนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ และกระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์ได้สั่งการให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (National Bureau of Investigation) ทำการสอบสวน โดยตั้งประเด็นว่าได้เกิดภัยอันตรายต่อการสาธารณสุขหรือไม่ และถ้าเกิดจะต้องหาผู้รับผิดชอบต่อไป

วัคซีนนี้ฉีดให้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมายในฟิลิปปินส์ไปแล้ว 7.3 แสนราย ส่วนใหญ่ฉีดไปแล้ว 1-2 เข็ม เรื่องปรากฏเป็นข่าวครึกโครมขึ้นเมื่อ "องค์กรอาสาสมัครต่อต้านอาชญากรรมและคอร์รัปชั่น" (Volunteer Against Crime and Corruption) ได้ออกมาให้ข่าวว่ามีเด็ก 3 รายที่ได้รับวัคซีนแล้วเสียชีวิต ซึ่ง เจอราร์โด บายูโก (Gerardo Bayugo) รัฐมนตรีสาธารณสุขฟิลิปปินส์ ได้ออกมาชี้แจงว่าเด็กที่เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ไม่เกี่ยวกับวัคซีนไข้เลือดออก แต่ "สังคม" ก็ยังคลางแคลง เพราะมีวุฒิสมาชิกคนสำคัญคือ ริชาร์ด กอร์ดอน แสดงข้อกังขากับการเสียชีวิตของเด็ก 2 ใน 3 รายนั้น และยังวิจารณ์ว่ากระบวนการรับขึ้นทะเบียน และการจัดซื้อวัคซีนนี้กระทำอย่าง "รีบเร่งโดย ไม่สมควร" (Undue Haste)

การที่สังคมยังคงมีข้อกังขา เพราะในทางวิชาการวัคซีนนี้มี "จุดอ่อน" อยู่มาก องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้พิจารณาใช้อย่างระมัดระวัง เช่น (1) ให้ฉีดในผู้ที่เคยได้รับเชื้อมาก่อนแล้ว (2) ให้ฉีดในท้องที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง ที่ดีคือมีอัตราการติดเชื้อในชุมชนอย่างน้อย 70% ขึ้นไป (3) ให้มีระบบป้องกันอันตรายแก่เด็กที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อนและได้รับวัคซีน ซึ่งมีหลักฐานพบว่ามีความเสี่ยงต่ออันตรายเพิ่มขึ้นจากวัคซีน

โดยเอกสารขององค์การอนามัยโลกระบุว่า "เพื่อลดการเจ็บป่วยให้เหลือน้อยที่สุดในผู้ที่รับวัคซีนที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เร่งรัดมาตรการเพื่อลดโอกาสการรับเชื้อไข้เลือดออกในประชากรที่ได้รับวัคซีนดังกล่าว และสำหรับผู้รับวัคซีนไปแล้ว เมื่อมีอาการเข้าได้กับไข้เดงกี่ จะต้องสามารถไปรับการตรวจรักษาได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกรณีมีอาการรุนแรง"

คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกทั้ง 3 ข้อนี้ ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยาก ทั้งสิ้น เพราะการจะยืนยันว่าใครเคยได้รับเชื้อหรือไม่จะต้องมีการตรวจเลือด ซึ่งต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายและมีขั้นตอนอีกมากจึงจะยืนยันได้ การสอบถามจากประวัติช่วยได้ไม่มาก การตรวจร่างกายก็ ไม่สามารถแยกได้ มาตรการป้องกันมิให้ถูกยุงกัด และมาตรการการดูแลรักษาให้ทันท่วงทีเมื่อเจ็บป่วยก็ยากจะพัฒนาให้เข้มแข็งจนวางใจได้ทั่วประเทศ

ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยวัคซีนตัวนี้ พบว่าการฉีดวัคซีนนี้ให้ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงของโรค 4 ราย ในผู้รับวัคซีน 1,000 คน ถ้าคิดตัวเลขง่ายๆ ในฟิลิปปินส์ฉีดไปแล้ว 7.3 แสนราย ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ 40% จะมีผู้ที่มีโอกาสเป็นโรครุนแรง 1,168 ราย ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร เมื่อใด

รัฐบาลฟิลิปปินส์จึงต้องสั่งระงับโครงการไว้ก่อน โดยสั่งระงับหลังจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนออกมาแถลงเองที่กรุงมะนิลาให้เพิ่มคำเตือนวัคซีนนี้ โดยบริษัทระบุว่าเป็น "ข้อมูลใหม่" ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วอาจไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เพราะข้อมูล ดังกล่าวนี้น่าจะเป็นข้อมูลเดิมที่องค์การอนามัยโลกก็ได้เตือนแล้ว ในคำแนะนำที่ออกมาเมื่อตอนกลางปี 2559

จะเห็นว่าในโลกแห่งเทคโนโลยีปัจจุบันเรื่องยา เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนในตัวเองสูง ทั้งเรื่องทางวิชาการ และผลประโยชน์ทั้งทางธุรกิจและการเมือง ผู้ที่ "ใจร้อน" กับยาใหม่ เพราะคิดว่าจะได้ประโยชน์จากยาใหม่ก่อนคนอื่น จึงต้องกลายเป็น "หนูตะเภา" ทดลองยาใหม่ และรับความเสี่ยงต่ออันตรายไปด้วย โดยหวังจะพึ่งระบบและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็ยาก เพราะส่วนใหญ่ดูจะระมัดระวังที่จะออกมาปกป้องคุ้มครองประชาชน เพราะมักเกรงว่าจะไปกระทบผลประโยชน์ของบางกลุ่มบางคน จึงมักต้องรอดู "ตาม้าตาเรือ" เสียก่อน n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก