posttoday
ความเข้าใจผิดที่อันตราย 'ตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น'

ความเข้าใจผิดที่อันตราย 'ตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น'

01 มกราคม 2561

สมาคมตราสารหนี้ไทยหากเปรียบเทียบการลงทุนในตราสารหนี้กับหุ้น โดยหลักการแล้วการลงทุนในตราสารหนี้จะมีจุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ยจะมีความสม่ำเสมอ จนกระทั่งปลายปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วบีอี ขึ้นหลายครั้งทำให้นักลงทุนเสียความมั่นใจในการลงทุนในตราสารหนี้ ประกอบกับตลาดหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้กำไร หรือถ้าเกิดอะไรขึ้น นักลงทุนคิดว่าก็ยังขายได้ (สำหรับนักลงทุนผู้มากประสบการณ์น่าจะนึกภาพตลาดวายได้ และคงสงสัยว่าราคาที่ขายออกได้นั้น ได้ที่ราคาเท่าไหร่ จะกล้าขายออกจริงเหรอ) ในขณะที่ตราสารหนี้ถ้าเกิดการผิดนัดชำระ นักลงทุนอาจสูญเงินทั้งก้อน ทำให้เริ่มเกิดความเข้าใจใหม่ที่ว่าตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น! ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นความเข้าใจที่อันตรายมากต่อการลงทุน

สมาคมตราสารหนี้ไทย

หากเปรียบเทียบการลงทุนในตราสารหนี้กับหุ้น โดยหลักการแล้วการลงทุนในตราสารหนี้จะมีจุดเด่นคือความเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ยจะมีความสม่ำเสมอ จนกระทั่งปลายปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วบีอี ขึ้นหลายครั้งทำให้นักลงทุนเสียความมั่นใจในการลงทุนในตราสารหนี้ ประกอบกับตลาดหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้กำไร หรือถ้าเกิดอะไรขึ้น นักลงทุนคิดว่าก็ยังขายได้ (สำหรับนักลงทุนผู้มากประสบการณ์น่าจะนึกภาพตลาดวายได้ และคงสงสัยว่าราคาที่ขายออกได้นั้น ได้ที่ราคาเท่าไหร่ จะกล้าขายออกจริงเหรอ) ในขณะที่ตราสารหนี้ถ้าเกิดการผิดนัดชำระ นักลงทุนอาจสูญเงินทั้งก้อน ทำให้เริ่มเกิดความเข้าใจใหม่ที่ว่าตราสารหนี้เสี่ยงกว่าหุ้น! ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นความเข้าใจที่อันตรายมากต่อการลงทุน

จากข้อมูลผลตอบแทนตั้งแต่ปี 2549-2559 พบว่า หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 16.1% ต่อปี สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (5.5%) กว่า 3 เท่า ในขณะที่ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงของผลตอบแทนที่จะคลาดเคลื่อนออกไปจากค่าเฉลี่ย โดยหุ้นมีความเสี่ยงถึง 32.0% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (5.6%) กว่า 6 เท่า จึงเป็นเครื่องยืนยันที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า แท้จริงแล้วหุ้นเสี่ยงกว่าตราสารหนี้ หุ้นจึงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นนักลงทุนจึงต้องประเมินตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหนเพื่อดูว่าการลงทุนในหุ้นเหมาะกับตัวเองหรือไม่ หากทุ่มลงทุนในหุ้นเพราะเข้าใจผิด คิดว่าปลอดภัยกว่าตราสารหนี้ เกิดตลาดวายขึ้นมา จะทำให้เสียหายหนัก และหากเป็นเงินที่จะเอาไว้ใช้ยามเกษียณ ก็อาจทำให้เดือดร้อนไปกันใหญ่ อีกอย่างที่สำคัญคือ นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอลง

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ช่วงนี้ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงทีเดียว PE ของตลาดขึ้นไปกว่า 18 เท่าแล้ว นักลงทุนเริ่มหวั่นเกรงในทิศทาง กลุ่มนักลงทุนต่างชาติจาก ที่มีสถานะเป็น Net Buy ในปีนี้ เริ่มทยอยขายออกหนักขึ้นในเดือน พ.ย.แล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท แล้วหันเข้าหาตราสารหนี้โดยมาพักเงินไว้ในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรอดูความชัดเจนในปัจจัยต่างๆ เช่น การผ่านร่างปฏิรูปภาษีของสหรัฐ นี่เป็นเครื่องยืนยันได้อีกอย่างหนึ่งว่า ตราสารหนี้ปลอดภัยกว่าหุ้น

ในเดือน พ.ย.จนถึงวันที่ 22 พ.ย. 2560 ต่างชาติเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้น 57,391 ล้านบาท มีตราสารหมดอายุ 2,036 ล้านบาท ทำให้ลงทุนสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 55,355 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 13,435 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงการขาดทุนจากราคาตราสารที่อาจต่ำลง แสดงว่าต่างชาติคาดว่า ยิลด์ระยะยาวของไทยจะมีการปรับตัวขึ้นจากทิศทางภาวะเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศทั้งอเมริกา อียู จีน และญี่ปุ่นที่ต่างก็มีทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งมีการประกาศอัตราการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 3 ที่สูงถึง 4.3% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส

หากเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้นแล้ว ในขณะที่ตลาดหุ้นก็อยู่ในระดับสูงและเริ่มมีความเสี่ยงสูงในทิศทางของตลาด การลงทุนในหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เพราะโดยรวมแล้วความเสี่ยงจะน้อยกว่าหุ้น และในทางทฤษฎี เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระจะต่ำลง แต่ยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงอยู่

ขณะที่ช่วงปลายปีจะเป็นจังหวะดีของการลงทุนในตราสารหนี้ไหมนะช่วงปลายปี คำถามที่มักจะถูกถามอยู่บ่อยๆ คือ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีของการลงทุนในตราสารหนี้ไหม? เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าจังหวะในการเข้าซื้อมีความสำคัญอย่างมากในการลงทุนจากความคุ้นเคยกับการลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างราคาซื้อขาย (Capital Gain) จนมีคำกล่าวที่ว่า "ตกรถไฟดีกว่าขึ้นรถไฟผิดขบวน" คือพลาดจังหวะที่ดีของการซื้อหุ้นยังดีเสียกว่าซื้อหุ้นผิดจังหวะ ซึ่งเมื่อนักลงทุนต้องการลงทุนในตราสารหนี้ จึงตั้งคำถามในลักษณะเดียวกันคือ ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหรือยัง?

จากคุณลักษณะของตราสารหนี้ที่ต่างจากหุ้น จึงทำให้การลงทุนในตราสารหนี้แตกต่างจากการลงทุนในหุ้น ลักษณะที่สำคัญของตราสารหนี้ซึ่งมีกำหนดเวลาไถ่ถอนที่แน่นอน และมีกำหนดการจ่ายคูปองที่ชัดเจน ส่งผลให้จังหวะการเข้าซื้อมีความสำคัญในลักษณะที่ต่างจากหุ้นอย่างมาก ดังนี้

การลงทุนในตราสารหนี้เราต้องการให้ได้รับดอกเบี้ยให้มากที่สุดในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ดังนั้นจังหวะการลงทุนจึงขึ้นกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนควรจะลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อที่จะได้ดอกเบี้ยสูงๆ (อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน) ไปนานๆ เพราะคาดว่าถ้าตราสารหนี้หมดอายุ แล้วนำเงินไปลงทุนตราสารหนี้รุ่นใหม่จะได้ดอกเบี้ยน้อยลง ในทางตรงกันข้ามหากดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น นักลงทุนควรจะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะเมื่อตราสารหนี้ครบอายุก็จะสามารถนำเงินไปลงทุนใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ราคาของตราสารหนี้จะผกผันกับอัตราดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้นราคาตราสารหนี้จะลดลง โดยยิ่งตราสารหนี้อายุคงเหลือมากราคาก็จะยิ่งลดลงมาก ในทางกลับกันเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาตราสารหนี้จะสูงขึ้น โดยตราสารหนี้อายุคงเหลือยิ่งยาว ราคาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากดังนั้น นักลงทุนจึงควรลงทุนในระยะสั้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นเพื่อลดโอกาสขาดทุนกรณีที่ต้องการขายก่อนครบกำหนดและลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงดอกเบี้ยขาลงเพราะจะได้กำไรจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง

โดยสรุปก็คือ การลงทุนในตราสารหนี้เหมาะกับการลงทุนในทุกช่วงเวลาเพียงแค่ว่าช่วงไหนเหมาะกับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นช่วงไหนเหมาะแก่การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเท่านั้นเอง ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสามารถติดตามการคาดการณ์ได้จากข้อมูล IRE index ซึ่งจะมีการประกาศในเว็บของ ThaiBMA n

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย