
เงินจ๊าดอ่อนค่าส่งออกแม่สอดวูบ
อัศวิน พินิจวงษ์ปัจจุบันอัตราค่าเงินแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทไทยกับเงินจ๊าดเมียนมา เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาระหว่างปี 2559 และ 2560 คือ เดือน ธ.ค. 2559 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 หมื่นจ๊าด แลกเงินบาทไทยได้ 272 บาท ในเดือน ต.ค. 2560 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 หมื่นจ๊าด แลกเงินบาทไทยได้ 242 บาท ลดลง 30 บาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 กับปี 2560
อัศวิน พินิจวงษ์
ปัจจุบันอัตราค่าเงินแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทไทยกับเงินจ๊าดเมียนมา เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาระหว่างปี 2559 และ 2560 คือ เดือน ธ.ค. 2559 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 หมื่นจ๊าด แลกเงินบาทไทยได้ 272 บาท ในเดือน ต.ค. 2560 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 หมื่นจ๊าด แลกเงินบาทไทยได้ 242 บาท ลดลง 30 บาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 กับปี 2560
ตัวเลขแสดงให้เห็นว่าค่าเงินจ๊าดอ่อนตัวลงต่อเนื่องข้ามปี โดยเฉพาะในเดือน ธ.ค. 2560 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 หมื่นจ๊าด แลกเงินบาทไทยได้ 241 บาท ส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 ลดลง 14% ส่วนสินค้าหลักๆ คนเมียนมายังต้องการอยู่
วัลลภ วุฒาพาณิชย์ นายด่านศุลกากรแม่สอด ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยถึงมูลค่าการค้าชายแดนด่านศุลกากรแม่สอด- เมียวดี ในช่วงไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.-ธ.ค. 2560) หรือเทียบกับช่วงไตรมาส 4 หรือไตรมาสสุดท้าย ปี 2560 ทางวงการธุรกิจ ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 (ภาคราชการ) หรือเทียบกับไตรมาสสุดท้ายปี 2560 ภาคธุรกิจ (ต.ค.-ธ.ค. 2560) มีมูลค่าส่งออกประมาณ 15,865 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกลดลงเฉลี่ยประมาณ 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 18,481 ล้านบาท
วัลลภ กล่าวอีกว่า สำหรับสินค้า นำเข้านั้นกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยมี มูลค่าการนำเข้าไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.-20 ธ.ค. 2559) มีมูลค่าประมาณ 1,088 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณ 2561 ซึ่งมีมูลค่า 1,168.5 ล้านบาท สรุปคือ มูลค่าการนำเข้าสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 7.4% จากการวิเคราะห์เห็นว่าการที่มูลค่าส่งออกลดลง 14% ในช่วง ต.ค.-ธ.ค. 2560 น่าจะมาจากค่าเงินจ๊าดของเมียนมาได้อ่อนตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปลายปี 2560 ณ ปัจจุบัน จึงอาจจะเป็นสาเหตุทำให้พ่อค้านักธุรกิจชาวเมียนมามีการสั่งซื้อสินค้าลดน้อยลงหรือชะลอตัวลงไปบ้าง
จากการวิเคราะห์ สินค้าที่มีอันดับการส่งออกสูงสุด 25 อันดับ พบว่า สินค้าที่ส่งออกที่มูลค่าลดลงอย่างมากส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือย เช่น วิสกี้ สุราต่างประเทศ โทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ ผ้าพิมพ์ฝ้าย โทรทัศน์ นมถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากสภาพเศรษฐกิจในเมียนมา และในส่วนของเครื่องจักรทางการเกษตรก็ส่งออกลดลงมากเช่นกัน โดยลดลงประมาณพันกว่าล้านบาท ส่วนที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง รถจักรยานยนต์ และในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งคนเมียนมายังต้องการอยู่
ขณะที่สินค้านำเข้า อันดับต้นๆ ก็คือ โค กระบือ เมล็ดถั่วลิสง เศษเหล็กเก่า แร่พลวงออกไซด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ อย่างไรก็ดี คาดว่าในปี 2561 มูลค่าการค้าชายแดนด่านศุลกากรแม่สอดจะขยับสูงขึ้นตามกลไกที่ชาวเมียนมายังนิยมสินค้าไทยมากกว่าประเทศอื่น ประกอบความสัมพันธ์ ที่ดีมายาวนานของประชาชนทั้งสองฝั่งที่แนบแน่น และในปี 2561 เงินจ๊าดเมียนมาน่าจะกระเตื้องขึ้น
ด้านมาตรการการสืบสวนและป้องกันปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย หนีภาษีนั้น ด่านแม่สอดมีการสืบสวนและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจังและมีการจับกุมได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอดได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 14 แม่สอด นำโดย พ.อ.อาสาฬหะ พูลสุวรรณ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 14 ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ร่วมกันจับกุมสินค้าเกษตรประเภทหอมหัวใหญ่พันธ์ุพื้นเมืองเมียนมา และกระเทียม กำเนิดต่างประเทศ
โดยลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นสินค้ากระเทียมจำนวน 150 กระสอบ น้ำหนัก 7,500 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 9 แสนบาท หอมหัวใหญ่พันธ์ุพื้นเมืองเมียนมาจำนวน 205 กระสอบ น้ำหนัก 7,995 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 4 แสนบาท พร้อมรถยนต์บรรทุกหกล้อ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 70=3158 ตาก ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด จำนวน 1 คัน มูลค่าประมาณ 9.5 แสนบาท รวมมูลค่าของกลางและยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด 2.25 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากจังหวัด เมียวดี สหภาพเมียนมา
อย่างไรก็ตาม การจับกุมสินค้าเกษตรหนีภาษีครั้งนี้ เป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และเป็นการจับกุมส่งท้ายปีเก่า 2560 ที่มีมูลค่าสินค้ามากที่สุด และมีการจับปรับภาษีที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งด่านศุลกากรแม่สอดและทหารในพื้นที่จะมีการ เข้มงวดกวดขันกวาดล้างจับกุมสินค้าหนีภาษีผ่านแดนอย่างต่อเนื่อง







