
ตลาดหุ้นดี ไส้ในมีปัญหา
เจียรนัย อุตะมะปี 2560 ที่ผ่านมานับว่าเป็นข่าวดีอีกปีหนึ่งของนักลงทุนที่ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันสุดท้ายปรับตัวขึ้น สร้างความปีติให้นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นถูกตัว เพราะในปีนี้นอกจากภาพรวมดูดีแล้ว ยังมีหุ้นร้ายๆ ที่ฉุดนักลงทุนอยู่มาก และลากรายย่อยไปติดกับดักเยอะ จนหน่วยงานกำกับและดูแลต้องปรับมาตรการรองรับ
เจียรนัย อุตะมะ
ปี 2560 ที่ผ่านมานับว่าเป็นข่าวดีอีกปีหนึ่งของนักลงทุนที่ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันสุดท้ายปรับตัวขึ้น สร้างความปีติให้นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นถูกตัว เพราะในปีนี้นอกจากภาพรวมดูดีแล้ว ยังมีหุ้นร้ายๆ ที่ฉุดนักลงทุนอยู่มาก และลากรายย่อยไปติดกับดักเยอะ จนหน่วยงานกำกับและดูแลต้องปรับมาตรการรองรับ
ดัชนีวันที่ 29 ปิดที่ 1,753.71 จุด เพิ่มขึ้น 13% จากสิ้นปี 2559 แม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นในเอเชียที่เพิ่มขึ้นเกือบ 30% แต่ถ้าสะสม 2 ปีนี้หุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 36% สูงสุดแห่งหนึ่งในเอเชีย เป็นรองแค่ตลาดหุ้นสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนช่วงเดียวกันถึง 42% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดกว่า 17 ล้านล้านบาท
มาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นปีนี้ ทั้งตลาดแรกคือหุ้นที่เสนอซื้อขายให้ประชาชน (ไอพีโอ) และตลาดรองของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีการระดมทุนเพิ่ม รวมกันประมาณ 6 แสนล้านบาท มากกว่าปีก่อน
สำหรับหุ้นขนาดใหญ่เข้าตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันแรกปีนี้ วันที่ 8 ธ.ค. บริษัท ฮิวแมนิก้า (HUMAN) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจทำสถิติราคาพุ่งสูงสุด 101.25% หรือ 4.05 บาท มาปิดที่ 8.05 บาท จนถึงวันสุดท้ายของปีราคายังพุ่งขึ้นมาปิดที่ 8.80 บาท ให้ผลตอบแทนถึง 120% ในระยะเวลาเกือบ 1 เดือน บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) เข้าจดทะเบียนซื้อขายใน SET วันแรกวันที่ 7 ธ.ค. จากราคาจองที่หุ้นละ 38 บาท ปรากฏว่าหุ้นร่วง 3.29% มาปิดที่ 36.75 บาท จนถึงวันสุดท้ายของปีปิดที่ 30 บาท ลดลง 21%
บจ.เบี้ยวหนี้
ท่ามกลางข่าวดีมีข่าวร้าย บจ.ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (บี/อี) แล้วทั้งสิ้น 8 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) 350 ล้านบาท 2.บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) 350 ล้านบาท 3.บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) 2,620 ล้านบาท 4.บริษัท ริช เอเชีย สตีล (RICH) หุ้นกู้ 1,230 ล้านบาท และบี/อี 125 ล้านบาท 5.บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) บี/อี 200 ล้านบาท 6.บริษัท ดับบลิวซีไอ โฮลดิ้ง (WCIH) บี/อี 425 ล้านบาท 7.บริษัท โซลาร์ตรอน (SOLAR) บี/อี 200 ล้านบาท และ 8.บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) บี/อี 170 ล้านบาท และการผิดนัดหุ้นกู้เกินกำหนดทำให้เจ้าหนี้อื่นเรียกคืนหนี้ได้ทันทีอีก 5,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ 4 บริษัทที่ยังไม่ชำระคืนรวม 3,755 ล้านบาท เป็น KC มูลค่า 350 ล้านบาท RICH 1,125 ล้านบาท IFEC 2,120 ล้านบาท และ EARTH 160 ล้านบาท แต่ถ้ารวมตราสารหนี้ที่อาจจะผิดนัดจะมีมูลค่า 14,253 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การค้างชำระหนี้บี/อีเกิดจากปัญหาภายในของบริษัทที่ลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งนักลงทุนและเจ้าหนี้ ในจำนวนนี้หนี้ EARTH นับว่าหนักที่สุด
EARTH ลูกหนี้เจ้าปัญหา
เอิร์ธหุ้นเน่าที่ทำเอานักลงทุนยังติดดอยลงไม่ได้ และหนี้ที่ธนาคารกรุงไทย (KTB) เจ้าหนี้รายใหญ่สุด 1.2 หมื่นล้านบาท กำลังฟ้องร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อหา ผู้บริหารเอิร์ธปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับการขนถ่านหินเข้าประเทศ หลังจากเป็นหนี้ธนาคารมามากกว่า 10 ปี
ความผิดปกติของเอิร์ธเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จู่ๆ หุ้นเอิร์ธก็ถูกเทขายอย่างหนัก ร่วงติดฟลอร์ 30% ถึง 2 วันติดกัน ผู้บริหารบริษัทแถลงว่า หุ้นร่วงลงเนื่องจากการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่นำหุ้นไปค้ำประกัน เพื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่น เมื่อหุ้นราคาตกก็ถูกบังคับขายจนกดราคาหุ้นลงเรื่อยๆ ช่วงแรกแม้หุ้นจะตก แต่ก็มีนักลงทุนไปช้อนซื้อเป็นระยะ
ถัดมาเดือน มิ.ย.บริษัทก็มีเหตุผิดนัดชำระหนี้บี/อีงวดแรก 40 ล้านบาท และทยอยผิดนัดมาเรื่อย ราคาหุ้นเอิร์ธจึงร่วงแรง ต่อมาถูกแขวน SP ห้ามซื้อ-ขายหุ้นอีกและ NP รอข้อมูล จากราคาหุ้นที่เคยอยู่ระดับ 4.5 บาท ก็ติดอยู่ที่ 1.46 บาท
ผู้บริหารบริษัทชี้แจงว่าที่เบี้ยวหนี้บี/อี เพราะถูกสถาบันการเงินแห่งหนึ่งระงับการใช้วงเงินชั่วคราวและลดภาระหนี้เหลือ 5,000 ล้านบาท มีผลทันที ทั้งที่บริษัทได้วางแผนออกหุ้นกู้ 5,000 ล้านบาท เพื่อชำระเงินกู้ 3,500 ล้านบาท แต่หุ้นกู้ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากสถาบันการเงิน ต่อมาในเดือน พ.ค. 2560 สถาบันการเงินดังกล่าวได้ล็อกบัญชีทั้งหมดของบริษัท ทั้งที่บริษัทยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้ หรือผิดเงื่อนไขกับทางสถาบันการเงิน ทำให้ขาดสภาพคล่องและหาแหล่งเงินทุนสำรองไม่ทัน กอปรกับในเดือน ม.ค.จนถึงเดือน มิ.ย. บริษัทได้ชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน 4,122 ล้านบาท ทำให้บริษัทสูญเสียสภาพคล่องและผิดนัดชำระหนี้บี/อี บริษัทก็ยื่นต่อศาลขอเป็น ผู้บริหารแผนเพื่อฟื้นฟูกิจการ เพราะมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน
ผยง ศรีวนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย สถาบันการเงินที่ถูกพาดพิง แถลงต่อสื่อว่า กรณีเอิร์ธเริ่มจากมีประเด็นสงสัยเรื่องการชำระเงิน การขอวงเงินกู้ และการซื้อถ่านหินล่วงหน้า ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เงินที่ปล่อยไปถูกวัตถุประสงค์หรือไม่ ข้อมูลที่เจอเพิ่มเติมและได้ยื่นให้กับดีเอสไอไปแล้ว ปล่อยให้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ดีเอสไอได้ประสานไปยังอัยการสูงสุดที่ดูคดีระหว่างประเทศให้เข้ามามี ส่วนร่วมด้วย ล่าสุดดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว และธนาคารก็ได้ยื่นไปที่ศาลฎีกาด้วย
ธนาคารตั้งข้อสังเกตนานแล้ว และคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อก็ตั้งข้อสังเกตถึงงบการเงินที่ผิดปกติ แต่ยัง ไม่ถึงขั้นตัดวงเงินหมุนเวียน หลังจากนั้นเอิร์ธผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี เท่ากับผิดเงื่อนไขสัญญา ธนาคารจึงไม่ให้เบิกเงินกู้ และเมื่อผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้ คำตอบชัดเจน
ทั้งนี้ ไตรมาสแรกปี 2560 เอิร์ธเพิ่งยื่นงบดุลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีทรัพย์สิน 3.5 หมื่นล้านบาท และหนี้สิน 2.5 หมื่นล้านบาท หรือในส่วนผู้ถือหุ้นมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินราว 1 หมื่นล้านบาท แต่จากคำขอฟื้นฟูกิจการ ระบุว่าหลังจากไตรมาสแรกแล้ว บริษัทมีหนี้สินเพิ่มอีก 2.6 หมื่นล้านบาท จึงทำให้เกิดปัญหาหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน
IFEC ขัดแย้งภายใน
หุ้นของ IFEC ถูกขึ้นเครื่องหมาย NP และ SP ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงขณะนี้ก็ยังถูกแขวนเครื่องหมายเหล่านี้อยู่เนื่องจาก IFEC ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ขณะนี้ ตลท.ยังไม่สามารถเพิกถอนหุ้นบริษัทดังกล่าว ราคาหุ้น IFEC ค้างอยู่ที่ 3.10 บาท มีนักลงทุนรายย่อยเข้าไปติดกับดักจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหนี้บี/อีและหุ้นกู้ ทั้งนี้หุ้นนี้เคยเป็นที่นิยมของรายย่อยและราคาขึ้นลงหวือหวาตามข่าวมาตลอด ทั้งที่การดำเนินธุรกิจหลักไม่มีความชัดเจน
จนกระทั่งเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้บริหาร ล่าสุดบริษัทยื่นคำร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวหรือผู้แทนเฉพาะกาลเป็นผู้แทนบริษัททำหน้าที่ประธานกรรมการชั่วคราว เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าว ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวในวันที่ 18 ธ.ค. 2560 แต่เนื่องจากในวันดังกล่าวได้มีผู้คัดค้านการยื่นคำร้องของบริษัท ศาลจึงได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีเพื่อสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านระหว่างวันที่ 10-13 ก.ค. 2561
GL งบซับซ้อน
บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ข้อหาทุจริตทำธุรกรรมอำพรางให้ผลประกอบการดีเกินจริง ตลท.จี้ให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องและขึ้นเครื่องหมาย SP เนื่องจากผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น และไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินของบริษัท และจะปลดเครื่องหมาย SP ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. แต่จะคงเครื่องหมาย NP กรณีผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินปี 2559 ที่กำไรเพิ่มขึ้นถึง 83% เป็น 1,065 ล้านบาท และไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินไตรมาสแรกปี 2560 ที่บริษัทมีกำไร 328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปี 2559 และไตรมาส 2 ปี 2560 มีกำไร 337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปี 2559 ส่งผลให้ครึ่งแรกปี 2560 มีกำไร 664 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากครึ่งแรกปี 2559
ภายหลังถูกขึ้นเครื่องหมายและมีการจี้ให้เปิดเผยข้อมูลลูกหนี้ต่างประเทศที่เป็นข้อสงสัยปรากฏว่าไตรมาส 3 บริษัทกลับพลิกมาขาดทุนสุทธิ 2,606 ล้านบาท จากกำไรช่วงเดียวกันของปีก่อน 260 ล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือนแรกปีนี้ขาดทุน 1,941 ล้านบาท จากกำไร 739 ล้านบาท
PACE ปัญหาตีค่าเงินลงทุน
หุ้นที่มีปัญหาสร้างความฮือฮาอีกบริษัทคือ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ที่ ก.ล.ต.เพิ่งขยายระยะเวลาให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับสมมติฐานที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัท เพซ โปรเจ็ค วัน และบริษัท เพซ โปรเจ็ค ทรี เป็นภายในวันที่ 15 ม.ค. 2561
ก.ล.ต.ให้ PACE ชี้แจงความสมเหตุสมผลและเปิดเผยสมมติฐานเกี่ยวกับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน และผลการวิเคราะห์ความอ่อนไหว รวมทั้งให้เปิดเผยข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของ ตลท. ภายในวันที่ 30 พ.ย. 2560 แต่บริษัทไม่สามารถนำส่งข้อมูลดังกล่าวได้ภายในเวลาที่กำหนด เนื่องจากต้องการความเห็นเพิ่มเติมจากที่ปรึกษาทางการเงินอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มเติม
PACE ถูก ตลท.ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP และ NP หลังประกาศงบการเงินไตรมาส 3 และ 9 เดือน ปี 2560 ซึ่งผู้สอบบัญชีโดยบริษัท เบเคอร์ ทิลลี่ ออดิท แอนด์ แอ็ดไวเซอร์รี่ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ไม่แสดงความคิดเห็นหลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากการที่บริษัทอยู่ระหว่างขาย 2 โครงการ และดำเนินการเพิ่มทุน ซึ่งจะทำให้ PACE สูญเสียการควบคุม และในงบการเงินล่าสุดบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าทรัพย์สินหมุนเวียน 9,544 ล้านบาท และขาดทุนสะสม 1,224 ล้านบาท
ทั้งนี้ PACE แจ้งว่าไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิ 961.71 ล้านบาท แย่ลง 20.40% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และแย่ลงมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่มีกำไรสุทธิ 4,764.48 ล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 3.77 ล้านบาท ดีขึ้น 100.27% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน







