
เฟอร์นิเจอร์ส่งออกรุ่ง
ส.ประภาศิลป์ มั่นใจเฟอร์นิเจอร์ส่งออกปีนี้ขยายตัว 7% รับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว สวนทางตลาดในประเทศโตต่ำ
ส.ประภาศิลป์ มั่นใจเฟอร์นิเจอร์ส่งออกปีนี้ขยายตัว 7% รับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว สวนทางตลาดในประเทศโตต่ำ
นายกีรติ เสริมประภาศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส.พี.เอส. ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ส่งออกของไทยในปี 2560 เติบโตอยู่ที่ประมาณ 7% โดยเฟอร์นิเจอร์มีมูลค่าการส่งออกปี 2559 อยู่ที่กว่า 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอยู่ที่กว่า 6 หมื่นล้านบาท รวมกันมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมถึงเอเชียฟื้นตัว
ขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลกเริ่มมีปัญหาด้านต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าที่ส่งออกสูงขึ้นราว 5-10% ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย เนื่องจากรัฐบาลได้มีมาตรการควบคุมด้านมลพิษทำให้โรงงานที่เคยตั้งอยู่ในเขตชุมชนจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตขยับเพิ่มขึ้น จึงทำให้หลายชาติเริ่มกลับมาซื้อเฟอร์นิเจอร์จากผู้ประกอบการในไทยมากขึ้น
"คู่แข่งรายสำคัญของเฟอร์นิเจอร์ไทยยังเป็นเวียดนามและทุนจากต่างชาตินิยมเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหรือร่วมลงทุน ต่างกับไทยที่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นคนไทยมากกว่า แต่การที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี และสนับสนุนทางด้านบีโอไอที่ให้สิทธิพิเศษกับต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เชื่อว่าภายใน 5 ปีจะมีทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก" นายกีรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศนั้นยังเติบโตได้ แต่น้อยกว่าต่างประเทศเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน แต่มั่นใจว่ายังมีแนวโน้มการขยายตัวได้อยู่ เนื่องจากโครงการคอนโดมิเนียมที่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้านั้นยังเดินหน้าเปิดตัว
สำหรับภาพรวมธุรกิจบริษัทคาดว่าปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 10% เนื่องจากมีการผลิตสินค้าในรูปแบบรับจ้างผลิตหรือ โออีเอ็ม ให้กับแบรนด์อีเกีย และมียังมีการผลิตสินค้าแบรนด์ของตนเอง คือ โมด้าร์ ที่ขายเข้าโครงการอสังหาริมทรัพย์เจาะตลาดระดับกลาง โดยทางอีเกียนั้นได้ก่อสร้างสาขาบางใหญ่ให้มีพื้นที่เก็บสินค้าใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกลยุทธ์การทำงานของบริษัทจะได้เรียนรู้ผ่านการทำงานร่วมกับอีเกีย การบริหารจัดด้านบุคลากรและโรงงาน และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้มากขึ้น รวมไปถึงการขายสินค้าโดยใช้แบรนด์ของตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ที่จะเริ่มเห็นได้ในอีก 1 ปี







