
น้ำมัน-เกษตรยังไปไหว ราคาพุ่งต่อปี 2018
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ในปี 2018 ที่จะถึงนี้ หลายฝ่ายต่างจับตาความเคลื่อนไหวของสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าเกษตร ท่ามกลางทิศทางน้ำมันขาขึ้นจากการขยายข้อตกลงลดการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และกลุ่มนอกโอเปก ขณะที่สินค้าเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบสำคัญจากปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ในปี 2018 ที่จะถึงนี้ หลายฝ่ายต่างจับตาความเคลื่อนไหวของสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าเกษตร ท่ามกลางทิศทางน้ำมันขาขึ้นจากการขยายข้อตกลงลดการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และกลุ่มนอกโอเปก ขณะที่สินค้าเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบสำคัญจากปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ
สำหรับราคาน้ำมันคาดว่าจะยังปรับตัวขึ้นต่อในปีหน้านี้ หลังราคาเพิ่มขึ้นมาราว 13% ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อนั้น มาจากการที่กลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซีย จะขยายข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันที่ 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ไปจนถึงสิ้นปีหน้า
หลังการประกาศขยายข้อตกลงเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจสหรัฐ ก็ประกาศปรับขึ้นคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ไปอยู่ที่ 62 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสที่ 57.50 ดอลลาร์/บาร์เรล สำหรับปี 2018 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 58 ดอลลาร์/บาร์เรล และ 55 ดอลลาร์/บาร์เรล ตามลำดับ
คำมั่นอันแข็งขันในการลดปริมาณการผลิตของซาอุดิอาระเบีย พี่ใหญ่กลุ่มโอเปก และรัสเซีย แกนนำกลุ่มนอกโอเปก ทำให้หลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นโกลด์แมน ธนาคารเครดิตสวิส ยูบีเอส หรือเจพี มอร์แกน ต่างมองว่าการขยายข้อตกลงจะช่วยทำให้ตลาดน้ำมันกลับสู่จุดสมดุลได้ราวกลางปีหรือสิ้นปีหน้า ขณะที่โอเปกสามารถปรับลดการผลิตลงมาได้อย่างต่อเนื่อง โดยรายงานเมื่อเดือน พ.ย.ระบุว่า โอเปกลดการผลิตได้ 1.33 แสนบาร์เรล/วัน มาอยู่ที่ 32.45 ล้านบาร์เรล/วัน
ขณะเดียวกัน ดีมานด์น้ำมันมี แนวโน้มปรับตัวขึ้นจากการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวแกร่ง จนส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยโอเปกคาดการณ์ว่า ดีมานด์น้ำมันจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.53 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2018 เพิ่มจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยที่ 1.21 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งประเทศเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดียจะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนดีมานด์น้ำมันในปีหน้านี้
"ดีมานด์น้ำมันของประเทศนอกกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2018 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีนและอินเดีย" จิออร์กอส เบเลริส นักวิเคราะห์จากหน่วยงานวิจัยและคาดการณ์น้ำมันของทอมป์สัน รอยเตอร์ส กล่าว
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มข้างต้น กลยุทธ์การดันราคาน้ำมันของโอเปกและนันโอเปกกำลังจะประสบความสำเร็จมากขึ้นทุกขณะ แต่การไปสู่ปลายทางดังกล่าวก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีอุปสรรคชิ้นใหญ่ชื่อ "กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์)" ขวางทางอยู่
เชลออยล์ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาของกลุ่มโอเปกและนันโอเปกมาโดยตลอด เพราะเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น กลุ่ม เชลออยล์ก็ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และสำหรับในปีหน้านี้ สำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันของกลุ่ม เชลออยล์จะเพิ่มขึ้นมา 7.80 แสนบาร์เรล/วัน ไปอยู่ที่ 10.02 ล้านบาร์เรล/วัน สูงสุุดเท่าที่เคยบันทึกมา การผลิตเพิ่มของเชลออยล์จึงเสี่ยงทำให้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นแซงหน้าดีมานด์
ขณะที่การผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ซึ่งจะลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% จะยิ่งเป็นปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ โดยธนาคารบาร์เคลย์คาดการณ์ว่า การปรับลดดังกล่าวจะทำให้บริษัทน้ำมันสหรัฐมีผลกำไรเพิ่ม 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท)
นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจสามารถหักลดหย่อนภาษีจากการลงทุนได้ในปีที่มีการลงทุน ต่างจากกฎหมายปัจจุบันที่ยังหักลดในปีเดียวกันไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อในปีหน้า กลุ่มเชลออยล์มีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนอีก เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้จากราคาน้ำมัน ขาขึ้น
"แผนปฏิรูปภาษีจะช่วยให้ผู้ผลิตน้ำมันสหรัฐลงทุนเพิ่มการขุดเจาะยิ่งขึ้นในปี 2018 และในอนาคตข้างหน้า" อภิเชก เดชปันเด นักวิเคราะห์อาวุโสด้านน้ำมันจากธนาคารเจพี มอร์แกน กล่าวกับซีเอ็นบีซี
ด้วยเหตุนี้การเพิ่มกำลังผลิตของ กลุ่มเชลออยล์จึงเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่จะกดดันราคาน้ำมันในปีหน้า ท่ามกลางราคาที่มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อจากข้อตกลงของกลุ่มโอเปก
สำหรับสินค้าเกษตรเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อีกกลุ่มที่ต้องมีการจับตามอง แม้ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ราคาสินค้าเกษตรไม่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากนัก เนื่องจากปริมาณสินค้าเกษตรทั่วโลกยังอยู่ในระดับเหมาะสมกับดีมานด์ แต่ปัจจัยเรื่องสภาพอากาศกำลังจะมีอิทธิพลสำคัญในปีหน้านี้
เมื่อกลางเดือน ธ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาสหรัฐคาดการณ์ว่า โอกาสเกิดลานินญาไปจนถึงเดือน ก.พ.อยู่ที่ถึง 92% เพิ่มขึ้นจาก 73% เมื่อเดือนก่อนหน้า โดยลานินญาจะส่งผลให้อากาศหนาวยิ่งขึ้นทางเหนือของสหรัฐ และเกิดภัยแล้งในลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกถั่วเหลืองสำคัญของภูมิภาค
ด้วยเหตุนี้ อากาศที่หนาวเย็นขึ้นในอเมริกา จึงส่งผลให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ตั้งแต่ถ่านหินไปจนถึงถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่วนอากาศที่แห้งแล้งขึ้น จะทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรได้ลดลง โดยเฉพาะถั่วเหลืองในบราซิล
ทั้งนี้ สภาธัญพืชนานาชาติ คาดการณ์ว่า ความต้องการบริโภคถั่วเหลืองจะปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปี 2017-2018 ท่ามกลางสต๊อกถั่วเหลืองที่ลดลงมาแล้ว 6% จากปีก่อนหน้า ดังนั้นคาดการณ์การเกิดลานินญาจึงมีแนวโน้มทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอีก
นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องสภาพอากาศแล้ว ราคาสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น ฝ้ายและถั่วเหลืองอาจเพิ่มขึ้นอีกจากความต้องการนำไปใช้ในการผลิตสินค้าต่างๆ โดยโกลด์แมน แซคส์ และธนาคารเอบีเอ็น อัมโร ในเนเธอร์แลนด์ มองว่าจีนจะเป็นผู้ซื้อสินค้าเกษตรรายใหญ่ ทั้งนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ในภาคเกษตร และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสำหรับธุรกิจสิ่งทอ ซึ่งดีมานด์จากจีนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการดันให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ทั้งน้ำมันและสินค้าเกษตรจึงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อในปี 2018 นี้ แต่ความไม่แน่นอนบางอย่างตามที่กล่าวไปข้างต้น ก็เป็นความเสี่ยงส่งผลต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องมีการจับตาดูอย่างใกล้ชิดกันต่อไป n







