
ดอกเบี้ยไทย ไม่ตามต่างประเทศ
ชลลดา อิงศรีสว่างที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2560 มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% ตามที่ตลาดและนักลงทุนคาดการณ์ นับเป็นการปรับขึ้นรอบที่ 3 ของปีนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับไปอยู่ในช่วง 1.25-1.5% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงตรึงไว้ในระดับ 1.5%
ชลลดา อิงศรีสว่าง
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2560 มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% ตามที่ตลาดและนักลงทุนคาดการณ์ นับเป็นการปรับขึ้นรอบที่ 3 ของปีนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับไปอยู่ในช่วง 1.25-1.5% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงตรึงไว้ในระดับ 1.5%
ในปี 2561 มีการคาดการณ์กันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2-3 ครั้ง นักวิเคราะห์บางคนก็มองว่าการที่เฟดยังยืนกรานจะลดขนาดงบดุลในเดือน ม.ค. 2561 เพิ่มจากเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดต้องการเพิ่มความตึงตัวด้านการเงิน และยังสะท้อนว่าเฟดค่อนข้างระมัดระวังในการหาหนทางที่สมดุลในการตอบสนองต่อภาพทางบวกของเศรษฐกิจ ซึ่งมีอัตราการเติบโตดีพร้อมกับอัตราการจ้างงานที่แข็งแกร่ง แต่ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อกลับอ่อนแออย่างต่อเนื่องและคงเส้นคงวา สวนทางกับจีดีพีและอัตราการจ้างงาน
ทางด้านเงินเฟ้อเฟดประเมินว่า ปีหน้าเงินเฟ้อจะเพิ่มเพียงเล็กน้อยไปอยู่ที่ 1.7% จากเดิม 1.6% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เฟดยังคงแผนการปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งเท่าเดิม ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าจากท่าทีและแถลงการณ์ของเฟดในครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจลดการขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าให้เหลือเพียง 2 ครั้ง ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปีอยู่ที่ 1.8%
เมื่อมีความเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ซึ่งเป็นไปตามการดำเนินนโยบายการเงินโดยยึดกรอบเงินเฟ้อที่ธปท.ยืนยันกับกระทรวงการคลังว่าการขยับดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นหากภาวะเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอยู่ในระดับนี้ และไม่มีปัจจัยผันแปรรุนแรงจนทำให้ต้องกระชากนโยบายการเงินกลับขึ้นมาจากการทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ในขณะนี้
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่าแม้เศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้นชัดเจนแล้ว แต่การดำเนินนโยบายการเงินยังผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง ไม่เร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อ ถึงเงินเฟ้อปัจจุบันจะปรับขึ้นมาบ้างตามราคาน้ำมัน แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
"ส่วนการที่มักตั้งคำถามว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยแล้วเราจำเป็นต้องทำตามหรือไม่นั้น อันนี้ขอย้ำว่ายังไม่จำเป็น แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นมาใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเราที่ 1.5% ก็ตาม แต่การทำนโยบายดอกเบี้ยต้องขึ้นกับโจทย์เศรษฐกิจภายในประเทศเราเอง" วิรไท กล่าว
สำหรับประเด็นที่ดอกเบี้ยสหรัฐขึ้นแล้วจะทำให้เงินไหลออกจนเป็นความเสี่ยงหรือไม่ ทาง ธปท.เห็นว่า เอกชนไทยและภาครัฐพึ่งพาเงินกู้ในต่างประเทศน้อย มีระดับทุนสำรองประเทศ ที่สูง แม้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะ ทำให้มีเงินไหลออกไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นปัญหาความเสี่ยง หรือสร้างความเปราะบางของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ชัดเจนจากทางด้าน ธปท. เมื่อ ธปท.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็เกิดความกังวลใจในหมู่นักลงทุนว่าจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศห่างกันมากยิ่งขึ้น เกรงว่าจะทำให้เกิดเงินไหลออกจากไทยและไหลกลับไปในกลุ่มประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า
ความกังวลเรื่องเงินไหลออกน่าจะเกิดอยู่ในฟากของตลาดทุนมากกว่าตลาดเงิน โดย บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับดอกเบี้ยต่างประเทศจะห่างกันมากขึ้น เพราะในต่างประเทศดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีหน้า แต่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังอยู่ในระดับเดิมเพื่อดูแลเศรษฐกิจ จะทำให้เกิดการโยกเงินจากตลาดหุ้นไปสู่ตลาดพันธบัตรมากขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนการลงทุนในพันธบัตร (บอนด์ยิลด์) สูงขึ้น ซึ่งในขณะนี้ก็มีการขายหุ้นไปซื้อพันธบัตรประมาณเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องมานานระยะหนึ่ง
ทางด้านค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าสวนทางกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีก 0.25% เป็น 1.5% เมื่อเร็วๆ นี้ แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าสวนทางขึ้นไปเป็นเพราะไทยยังเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูง อีกทั้งการลงทุนไม่ขยายตัว ไม่มีการนำเข้าเครื่องจักรและปัจจัยการผลิตเป็นเวลานาน ทำให้เงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่า
"หากในปีหน้าถ้าการลงทุนมีมากขึ้นตามที่รัฐบาลได้ประมาณการไว้ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ จะทำให้มีการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์มาใช้ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้แรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าลดลง" บุญทักษ์ กล่าว
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดเงินไทยแยกออก จากตลาดต่างประเทศชั่วคราว ดอกเบี้ยก็จะแยกออกมาไม่ตามตลาดต่างประเทศ การขึ้นลงของดอกเบี้ยในประเทศจะดูจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก
ดังนั้น สภาพคล่องในตลาดเงินกับตลาดทุนก็จะแตกต่างกัน การที่ส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศมีมากขึ้น ส่งผลต่อตลาดทุนก่อน ส่วนสภาพคล่องในระบบธนาคารซึ่งเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยของประชาชนยังไม่มีผลกระทบ
ทั้งนี้ สิ่งที่จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้หรือดอกเบี้ยเงินฝากขยับขึ้น คือสภาพคล่องในตลาดเงินจะหดหายในกรณีที่สินเชื่อมีการขยายตัวสูงขึ้นมาก นั่นหมายถึงการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนจะต้องเพิ่มขึ้นมากจนทำให้ธนาคารต้องระดมเงินฝากมาไว้เพื่อปล่อยกู้ ซึ่งจะเริ่มเห็นแนวโน้มดอกเบี้ยที่ชัดเจนเมื่อผ่านไตรมาสแรกของปี 2561 ส่วนดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว
ดังนั้น แม้ส่วนต่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศจะห่างกันมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสจะได้เห็นในปีหน้า ก็ยังไม่น่าเป็นกังวลว่าดอกเบี้ยในประเทศปีหน้าจะเป็นขาขึ้น นอกจากเศรษฐกิจไทยจะเทกออฟรุนแรงเกินคาด n







