posttoday
'เมียนมา'เจอศึกหนัก ปฏิรูปเปิดกว้างไม่ง่าย

'เมียนมา'เจอศึกหนัก ปฏิรูปเปิดกว้างไม่ง่าย

25 ธันวาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์เมียนมากลายเป็นประเทศ "ตลาดเกิดใหม่" ที่แท้จริง เมื่อได้รัฐบาลพลเรือนเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของอองซานซูจี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่คอยว่าราชการหลังม่านประธานาธิบดี อูถิ่นจ่อ ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศ

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เมียนมากลายเป็นประเทศ "ตลาดเกิดใหม่" ที่แท้จริง เมื่อได้รัฐบาลพลเรือนเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของอองซานซูจี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่คอยว่าราชการหลังม่านประธานาธิบดี อูถิ่นจ่อ ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศ

การเข้ามาของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำให้ "พี่ใหญ่" แห่งโลกประชาธิปไตยอย่างสหรัฐ ยอมยกเลิกการคว่ำบาตรที่ลงโทษเมียนมาเกือบ 20 ปี พร้อมฟื้นฟูความสัมพันธ์และ การค้า ขณะที่ธุรกิจจากทั่วโลกต่างมองหาโอกาสเข้าไปลงทุนในเมียนมา

ทว่าการบริหารปีแรกของรัฐบาล อองซานซูจีกลับสร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่าย หลังความรุนแรงใน รัฐยะไข่ปะทุขึ้น วิกฤตชาวโรฮีนจาย่ำแย่ลง จนกระทั่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศให้เป็นการ "กวาดล้างชาติพันธุ์" (Ethnic Cleansing) และเตือนว่าอาจจะกลายเป็นการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" (Genocide) ในท้ายที่สุด

การกวาดล้างชาติพันธุ์ หรือการผลักไสชาวโรฮีนจาออกจากดินแดน สะกิดให้สหรัฐกลับมาพิจารณาคว่ำบาตรเมียนมาอีกครั้ง โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาคว่ำบาตรเพิ่มเติมกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งรวมถึงนายทหารระดับนายพล ท่ามกลางวิกฤตชาวโรฮีนจาที่ต้องหนีความรุนแรงไปบังกลาเทศมากกว่า 6 แสนคน

แม้สหรัฐหรือแม้กระทั่งสหภาพยุโรป (อียู) จะยังไม่ลงดาบถึงขั้นก่อนหน้าที่จะมีรัฐบาลพลเรือน แต่ "ความกังวล" ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยรอยเตอร์สรายงานว่าความช่วยเหลือจากต่างชาติเริ่มที่จะชะงักลงไป เนื่องจากความกังวลต่อวิกฤตชาวโรฮีนจา

ตัวแทนอุตสาหกรรมจากยุโรปและสหรัฐ 16 แห่ง ซึ่งรวมถึงสมาพันธ์ สิ่งทอและรองเท้าอเมริกัน (เอเอเอฟเอ) และสมาพันธ์การค้าระหว่างประเทศ ได้ส่งจดหมายร่วมถึงประธานาธิบดี เมียนมาเพื่อแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ และเรียกร้องให้รัฐบาลยุติวิกฤตรวมถึงรับประกันความปลอดภัยให้ผู้ลี้ภัยได้กลับบ้าน

นอกจากนี้ ผลสำรวจของบริษัท ที่ปรึกษาโรแลนด์เบอร์เกอร์ร่วมกับหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา เปิดเผยความเชื่อมั่นระยะสั้นของภาคเอกชน 500 แห่ง ทั้งบริษัทท้องถิ่นและบรรษัทข้ามชาติ พบว่าความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงจาก 73% เมื่อปี 2016 เหลือเพียง 49% ในปี 2017 โดยมีเหตุผลสำคัญคือการขาดแผนและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นก่อนสถานการณ์รัฐยะไข่จะปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจต่อรัฐบาลพลเรือนของเมียนมา

เมียนมาผ่านกฎหมายปฏิรูปเอกชนไปเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยภายใต้กฎหมายใหม่นี้ เปิดทางให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นในบริษัทท้องถิ่นได้ ไม่เกิน 35% จากกฎหมายเก่าที่ 1% ทำให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น โดยที่ยังคงความเป็นบริษัทท้องถิ่น ซึ่งมีข้อจำกัดในการลงทุนน้อยกว่าบริษัทต่างชาติ และรัฐบาลยังเปิดทางให้บริษัทต่างชาติสามารถซื้อขายหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้งอีกด้วย

กฎหมายดังกล่าวจะช่วยปลดล็อกการลงทุนจากต่างชาติ และยังช่วยเอกชนในเมียนมามีช่องทางการเพิ่มเงินทุน เนื่องจากในกฎหมายปัจจุบัน ธุรกิจท้องถิ่นยังไม่ได้รับอนุญาตให้กู้เงินจากธนาคารต่างชาติ 13 แห่งที่เปิดทำการในเมียนมา แต่ภายใต้กฎหมายใหม่นั้นเปิดช่องให้บริษัทท้องถิ่นที่มี ต่างชาติร่วมลงทุน สามารถกู้ยืมจากธนาคารต่างชาติได้

อย่างไรก็ตาม อองเนียงอู หัวหน้าของสำนักงานคณะกรรมการการลงทุนและเอกชนของเมียนมา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า รัฐบาลอาจยังไม่พร้อมบังคับใช้กฎหมายใหม่ดังกล่าวไปจนถึงเดือน ส.ค. 2018 ขณะที่ เมียวมิน ผู้อำนวยการของสำนักงานคณะกรรมการการลงทุนและเอกชนของเมียนมา ระบุว่า รัฐบาลยังต้องการเตรียมความพร้อมอีก 8 เดือน เพื่อตั้งไกด์ไลน์และระบบปฏิบัติการ

นอกจากนี้ เมียนมายังเหลืองานให้ทำอีกมากก่อนที่จะเปิดประตูกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยบางภาคส่วนยังคงจำกัดไว้ไม่รับเงินทุนจากต่างชาติ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ก็ยังจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่ดีกว่านี้ หากจะรับการซื้อขายในปริมาณที่มากขึ้น

"พวกเราบอกได้เลยว่ากฎหมายใหม่จะเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุนท้องถิ่น แต่พวกเราต้องมีการกำกับดูแลเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นก่อน" เทตตุนโอ เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสของตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้ง กล่าวกับหนังสือพิมพ์เมียนมาไทมส์

การขาดความชัดเจนและความเชื่องช้าสร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจ โดยโทมัส คลอตซ์ หุ้นส่วนของโรแลนด์เบอร์เกอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจต้องการแผนการโรดแมปที่ชัดเจนจากรัฐบาล

"สิ่งที่หายไปตอนนี้คือการสร้างความกระจ่างเรื่องโรดแมปการเปลี่ยนแปลงประเทศในภาพรวม ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจน ช่วงเวลาที่ระบุชัด และประสบความสำเร็จโดยเร็ว" คลอตซ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมียนมายังคงเป็นประเทศที่เปี่ยมด้วยศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน แม้จะประสบกับความไม่แน่นอน และประเด็นด้านมนุษยธรรมอย่างวิกฤตโรฮีนจา โดยอียูลงทุนไปแล้ว 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.24 แสนล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2010 ซึ่ง 63% จากการลงทุนดังกล่าวมาจากอังกฤษ ขณะที่เมียนเทรด องค์กรโปรโมทการค้าภายใต้กระทรวงพาณิชย์ของเมียนมา ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับหอการค้ายุโรปในเมียนมา เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างสองชาติด้วย

ส่วนด้านสหรัฐที่เคยคว่ำบาตร เมียนมา นับตั้งแต่พ้นจากการคว่ำบาตรดังกล่าวก็ลงทุนไปแล้ว 133 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,256 ล้านบาท) ขณะที่ภายในงานสัมมนาของสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา ตัวแทนจากสหรัฐยังแสดงความสนใจจะลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลของเมียนมาด้วย

เมียนมายังคงมีงานหนักอีกมาก ที่ต้องทำเพื่อประคับประคองความ เชื่อมั่นภาคธุรกิจ และคอยดึงดูด เงินทุนจากต่างชาติ กระนั้นแม้หนทางจะไม่ง่ายและไม่สามารถสร้าง ประโยชน์ได้รวดเร็วอย่างที่หลายคนหวัง แต่ด้วยศักยภาพดังกล่าว กลับทำให้นานาชาติพากัน "หลับตา ข้างหนึ่ง" ต่อวิกฤตทางมนุษยธรรม ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ และเดินหน้าลงทุนในเมียนมาต่อไป

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน