
EKHคาดรายได้ปีหน้าโต8-10%
EKH มองแนวโน้มรายได้ปีหน้าพุ่ง 8-10% จากศูนย์เด็กหลอดแก้ว ล่าสุดลงเสาเอกศูนย์กุมารเวช คาดสร้างเสร็จพร้อมให้บริการปี 2562 เต็มสูบ
EKH มองแนวโน้มรายได้ปีหน้าพุ่ง 8-10% จากศูนย์เด็กหลอดแก้ว ล่าสุดลงเสาเอกศูนย์กุมารเวช คาดสร้างเสร็จพร้อมให้บริการปี 2562 เต็มสูบ
นพ.อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ (EKH) เปิดเผยว่า ในปี 2561 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% จากปี 2560 ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท เพราะรับรู้รายได้จากการเปิดบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้มีบุตรยาก เพื่อรองรับผู้มีบุตรยากทั้งในประเทศและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรจากจีนให้การแนะนำลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปรับเพิ่มราคาห้องพักที่ปรับปรุงใหม่เพิ่มขึ้นอีก 10% เสริมศักยภาพธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับการลงทุนก่อสร้างศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่มีกำหนดเปิดให้บริการในต้นปี 2562 จะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้ผลการดำเนินงานของบริษัทให้เติบโต เนื่องจากโรงพยาบาลมีจำนวนห้องพักรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 50 ห้อง จากปัจจุบันมีทั้งหมด 88 ห้อง ซึ่งมีผู้ป่วยใช้บริการเฉลี่ยเกือบ 80-90% นอกจากนี้โรงพยาบาลเอกชัยยังมีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในเรื่องศูนย์แม่และเด็กอยู่แล้ว จึงเห็นโอกาสในการขยายศูนย์เฉพาะทางมากขึ้น และด้วยความพร้อมของบุคลากร เครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ประกอบกับการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งแนะนำลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทเติบโตไปในทิศทางที่ดี
ล่าสุดบริษัทได้ทำพิธีลงเสาเอกเพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์กุมารเวชสูง 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 7,200 ตารางเมตร จำนวน 50 เตียง ด้วยงบลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 14 ปี โดยจะมีกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การดูแลพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านเด็กคลอดก่อนกำหนด ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยเด็กต่างๆ คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยพร้อมเปิดให้บริการได้ประมาณต้นปี 2562
ทั้งนี้ กำไรไตรมาส 3 ของ EKH อยู่ที่ 37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 216.2% จากไตรมาส 2 ดีกว่าที่ น.ส.หทัยชนก มูลวงศ์ นักวิเคราะห์บริษัทฟิลลิปแคปปิตอล คาดเล็กน้อย
ดังนั้น จึงแนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 7.10 บาท ด้านแนวโน้มไตรมาส 4 คาดว่าผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ย่อตัว จากไตรมาส 3 จากปัจจัยฤดูกาล







