
คดีอูเบอร์สะเทือน 'กิ๊ก'
นันทิยา วรเพชรายุทธปี 2017 อาจเป็นปีชงของใครหลายคนซึ่งรวมถึง "อูเบอร์" หลังจากเผชิญเคราะห์กรรมต่างๆ มาอย่างหนักหน่วงที่สุดในปีนี้ โดยเฉพาะคดีล่วงละเมิดทางเพศฉาวที่นำไปสู่การยกเครื่องทีมผู้บริหาร ไม่เว้นแม้แต่ผู้ก่อตั้งอย่าง ทราวิส คาลานิค
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปี 2017 อาจเป็นปีชงของใครหลายคนซึ่งรวมถึง "อูเบอร์" หลังจากเผชิญเคราะห์กรรมต่างๆ มาอย่างหนักหน่วงที่สุดในปีนี้ โดยเฉพาะคดีล่วงละเมิดทางเพศฉาวที่นำไปสู่การยกเครื่องทีมผู้บริหาร ไม่เว้นแม้แต่ผู้ก่อตั้งอย่าง ทราวิส คาลานิค
ล่าสุดยังเพิ่งถูกศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป (อีซีเจ) ตัดสินทิ้งทวนก่อนสิ้นปีนี้ว่า อูเบอร์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีตามที่กล้าวอ้าง แต่เข้าข่ายเป็นบริษัทขนส่งที่ให้บริการแท็กซี่เท่านั้น และ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายด้านการจราจรขนส่ง
เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ก็สำคัญตรง ที่ว่าอูเบอร์และบริษัทแอพพลิเคชั่น ยุคใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นมักนิยามตนเองว่าเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใช้แอพพลิเคชั่นเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นจึงไม่อยู่ภายใต้กฎหมายธุรกิจแบบดั้งเดิม แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันยังมีช่องโหว่อยู่มาก เพราะหลายประเทศทั่วโลกยังไม่มีการวางกรอบกฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ออกมา หรือมีอย่างครอบคลุมดีพอ ที่จะไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ และ ไม่ขัดขวางนวัตกรรมไปพร้อมกัน
เมื่อยุโรปตัดสินออกมาแบบนี้ จึงทำให้คาดว่าไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้จะ ส่งผลกระทบครอบคลุมไปยัง "กิ๊ก อีโคโนมี" ทั้งหมดด้วย ในฐานะที่อูเบอร์เป็นเสมือนกิ๊กรายใหญ่เบอร์ 1 ของโลก
กิ๊ก อีโคโนมี ก็คือระบบเศรษฐกิจ ที่มีการจ้างงานเป็นครั้งคราวเป็นสัญญาๆ ไป เช่น งานพาร์ตไทม์และฟรีแลนซ์ที่ฮอตฮิตของเด็กยุคเจนวายทั่วโลก บริษัทวิจัยแม็คคินซีย์ โกลบอล เคยสำรวจว่า ประชากรกิ๊กในสหรัฐมีอยู่ประมาณ 54-68 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 40% ของแรงงานในประเทศเลยทีเดียว ในยุคที่คนรุ่นใหม่แสวงหาสมดุล Work-life balance มากขึ้น
ปัจจุบันมีธุรกิจยุคใหม่จำนวนมากที่อยู่ภายใต้ขอบเขตการจ้างงานแบบกิ๊ก เช่น ลิฟต์ (แท็กซี่) แอร์บีเอ็นบี (ห้องพัก) และเดลิเวอร์ลู (ส่งอาหาร) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการตัดสินเช่นนี้อาจเป็นบรรทัดฐานไปสู่การตัดสินธุรกิจอื่นๆ ตามมาเช่นกัน หลังอีซีเจมองว่าแอพพลิเคชั่นไม่ใช่สารัตถะของอูเบอร์ โดยเป็นเพียงตัวเชื่อม ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การให้บริการแท็กซี่ ดังนั้นจึงตัดสินว่าเป็นบริษัทขนส่ง และถือเป็นชัยชนะของสมาคมแท็กซี่ในบาร์เซโลนาที่ยื่นฟ้อง อูเบอร์ป๊อปไปก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์บางฝ่ายมองว่า คำตัดสินของยุโรปค่อนข้างจะอนุรักษนิยมเกินไป เป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนนวัตกรรมในยุโรป เป็นมุมมองต่างขั้วชัดเจนกับฝั่งสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ยุโรปก็เพิ่งไล่บี้เรื่องภาษีกับบรรษัทไอทีข้ามชาติของสหรัฐมาแล้ว ขณะที่ฝั่งยุโรปเองเขาก็ย้ำว่าต้องการมุ่งเป้าที่จะรักษาสิทธิและความเป็นธรรมให้แรงงานในระบบเศรษฐกิจแบบกิ๊ก ที่มักไม่ครอบคลุมและอยู่ภายใต้ช่องโหว่ของกฎหมาย รวมไปถึงให้ความเป็นธรรมกับคนที่ได้รับผล กระทบจากธุรกิจที่อิงเทคโนโลยีเช่นนี้ด้วย
กิ๊กจึงต้องเข้ามาอยู่ในหูในตามากขึ้นเช่นนี้ละค่ะ







