
หนี้ครัวเรือน ขวางเป้าหมายคนจนหมดประเทศ
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์การที่สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 ระบุว่า ครัวเรือนมีหนี้สิน 6.6 เท่าของรายได้ สูงสุดในรอบ 11 ปี ทำเอาตื่นตระหนกกันพอสมควร ว่าคนไทยยังไม่หลุดพ้นจากกับดักหนี้ล้นพ้นตัว
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การที่สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 ระบุว่า ครัวเรือนมีหนี้สิน 6.6 เท่าของรายได้ สูงสุดในรอบ 11 ปี ทำเอาตื่นตระหนกกันพอสมควร ว่าคนไทยยังไม่หลุดพ้นจากกับดักหนี้ล้นพ้นตัว
ผลสำรวจโดยสำนักงานสถิติระบุว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 21,973 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,897 บาท มีครัวเรือน 51% ระบุว่ามีภาระหนี้สิน โดยมีจำนวนเฉลี่ย 1.77 แสนบาท/ครัวเรือน และเมื่อเปรียบเทียบหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนในปี 2560 หนี้สินต่อรายได้อยู่ที่ 6.6 เท่า เพิ่มจาก 5.8 เมื่อปี 2558
ผลสำรวจดังกล่าว ขัดกับการประกาศของรัฐบาลที่ตอกย้ำมาตลอดว่า หนี้ ครัวเรือนเริ่มทยอยปรับลดลงแล้ว พร้อม ชูตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ไตรมาส 2 ของปี 2560 หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 78.4% หลัง ปรับขึ้นไปสูงสุด (พีก) 81.2% ต่อจีดีพี เมื่อไตรมาส 4 ของปี 2558
ข้อมูลหลายด้านในเรื่องหนี้ครัวเรือนทำให้หลายคนสงสัยว่า ความจริงหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือลดลงกันแน่
ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีใครผิดหรือถูก เพราะหนี้ครัวเรือนมีคำนิยามและที่มาของข้อมูลที่ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงาน
นิยามหนี้ครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นการลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลถึงครัวเรือนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาวะหนี้สิน และทรัพย์สินของครัวเรือนตลอดจนลักษณะที่อยู่อาศัย โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 2.6 หมื่นครัวเรือน และค่าใช้จ่ายที่นำเสนอเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพื่อการยังชีพ ไม่รวมการสะสมทุน เช่น ซื้อบ้าน/ที่ดิน และเงินออม
ส่วนนิยามหนี้ครัวเรือนของ ธปท. คือ เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนต่อ จีดีพีประเทศ คำนวณจากเงินที่ภาคครัวเรือนกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งมีฐานข้อมูลจากตัวเลขสินเชื่อของธนาคารที่ต้องรายงานต่อ ธปท.เป็นประจำ
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของทั้งสองส่วน พอจะบอกได้คร่าวๆ ว่า เรื่องภาวะหนี้ของคนไทยยังน่าเป็นห่วง และยังเป็นตัวกดดันกำลังซื้อของประชาชนฐานรากต่อไป
เมื่อมาพิจารณาตัวเลขจาก ธปท. ซึ่งได้รับการอ้างอิงถึงอย่างเป็นทางการในการดูตัวเลขหนี้ครัวเรือน ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ไตรมาส 2 ของปี 2560 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 78.4% ลดลงจากไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 78.7% ก็จริง แต่เพราะมาจากตัวหาร คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปรับเพิ่มขึ้น
ขณะที่ในด้านปริมาณหนี้สินรวม ณ ไตรมาส 2 อยู่ที่ 11.6 ล้านล้านบาท ยังเพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท จากไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 11.49 ล้านล้านบาท รวมทั้งเมื่อดูตัวเลขย้อนหลังไปอีกหลายปี ปริมาณยอดหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาตลอด ไม่เคยลดลงเลย สะท้อนว่าคนไทยมีการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการปลดหนี้
การที่ปริมาณหนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไปซบเซาต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากเป็นประเด็นหนึ่งที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเติบโตน้อยมาก
การบริโภคภาคเอกชน ที่สะท้อนจากการใช้จ่ายครัวเรือนเติบโตต่ำ ซึ่งการเติบโตนั้นมาจากการใช้จ่ายจากประชาชนที่มีรายได้สูง ที่ยังมีความสามารถในการใช้จ่ายเต็มที่ ขณะที่ประชาชนระดับฐานรากที่มีรายได้ปานกลางถึงล่างค่อนข้างกระเบียดกระเสียร เพราะรายได้ที่ได้มาต้องนำไปใช้หนี้ก่อน ทำให้เหลือใช้ในชีวิตประจำวันไม่มาก
หากเงินตึงมือเกินไปจนชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเติมจากช่องทางที่พอหาได้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ สร้างภาระหนี้ในครัวเรือนเพิ่มเติมอีก
ประเด็นการไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้จ่ายนี้ ไม่ได้ถูกคำนวณไปเป็นหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีแต่อย่างใด เนื่องจากตัวเลขของ ธปท.เป็นการพิจารณาจากฐานสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ฉะนั้น ปัญหาหนี้ที่แท้จริง อาจจะฝังรากลึกกว่าที่เห็น การแก้ไขปัญหาจะต้องใช้จอบขุดให้ลึกไปถึงการสร้างวินัยทางการเงินหรือสร้างจิตสำนึกถึงการสร้างสมดุลรายได้และการใช้จ่ายให้พอเพียง จะใช้แค่เข็มบ่ง เพียงออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย คงทำได้แค่บรรเทา แต่ไม่พอที่จะทลายปัญหานี้
อย่างไรก็ดี ทุกฝ่ายกำลังพยายามแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนอยู่ ทั้งการแก้หนี้นอกระบบของกระทรวงการคลัง ส่วน ธปท.ออกเกณฑ์ควบคุมสินเชื่อเพื่อการบริโภค ได้แก่ บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล เพื่อไม่ให้ก่อหนี้เกินตัว สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังเพราะกลัวหนี้เสีย คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะเห็นผล
ส่วนในการเพิ่มรายได้ ภาคแรงงานก็กำลังลุ้นค่าจ้างขั้นต่ำว่าจะปรับขึ้นไหม บริษัทจะขึ้นเงินเดือนเท่าไร แต่ในภาคเกษตรน่าเป็นห่วงกว่า เพราะแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในปีหน้าอาจยังซบเซาอยู่ ทำให้รายได้เกษตรกรไม่ดีขึ้นนัก
หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2561 อาจมีแนวโน้มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง จากปีนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องน่ายินดี แต่มีน้ำตาซ่อนอยู่ จากการที่ครัวเรือนไม่มีกำลังที่จะก่อหนี้เพิ่มแล้ว ความหวังอยู่ที่เศรษฐกิจภาพใหญ่ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจะยังผลมายังรายได้ของประชาชนฐานราก ไปใช้หนี้ให้หมด
ไม่เช่นนั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจะเป็นอุปสรรคในเป้าหมายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่ประกาศจะทำให้คนจนหมดประเทศในปี 2561 ไม่เกิดขึ้น n







