posttoday
ศก.โลก2018โตต่อ ความเสี่ยงจ่อครึ่งปีหลัง

ศก.โลก2018โตต่อ ความเสี่ยงจ่อครึ่งปีหลัง

24 ธันวาคม 2560

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์เมื่อช่วงปลายปี 2559 ใกล้ย่างเข้าสู่ปีใหม่ นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายแทบจะมองอนาคตไปใน "ทิศทางลบ" เหมือนกันหมดว่า ปี 2560 นี้จะเป็นปีแห่งเศรษฐกิจขาลงจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ตั้งแต่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นขู่จะลงดาบจีน และจะดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าสุดโต่ง ไปจนถึงความเสี่ยงเรื่อง "เบร็กซิต" ที่ผลการลงประชามติออกมาพลิกล็อกเหนือความคาดหมาย และสุดท้ายก็คือ "จีน" ที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงแรงจนกระทบต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อช่วงปลายปี 2559 ใกล้ย่างเข้าสู่ปีใหม่ นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายแทบจะมองอนาคตไปใน "ทิศทางลบ" เหมือนกันหมดว่า ปี 2560 นี้จะเป็นปีแห่งเศรษฐกิจขาลงจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ตั้งแต่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นขู่จะลงดาบจีน และจะดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าสุดโต่ง ไปจนถึงความเสี่ยงเรื่อง "เบร็กซิต" ที่ผลการลงประชามติออกมาพลิกล็อกเหนือความคาดหมาย และสุดท้ายก็คือ "จีน" ที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงแรงจนกระทบต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก

ในช่วงเวลานั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวกทุบสถิติใหม่มากกว่า 30 ครั้งในปีนี้ พร้อมการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของตลาดหุ้นแทบจะทั่วโลก และการฟื้นตัวของภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ถึงเลข 2 หลัก

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดว่า เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างร้อนแรงในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะยังโต ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า 2561 แม้ว่าจะไม่ร้อนแรงเท่าปีนี้ก็ตาม เนื่องจากติดเรื่องฐานสูงและยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างรออยู่ในครึ่งปีหลัง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2561 เป็นเติบโต 3.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.6% หลังจากหลายประเทศมีการเติบโตดีเกินคาดในปีนี้ สะท้อนถึงภาวะการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมปีหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ที่จะเติบโตได้เฉลี่ย 4.9% ในปีหน้า จาก 4.6% ในปีนี้

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังคาดว่าปริมาณการค้าโลกทั้งสินค้าและบริการในปีหน้า จะขยายตัวได้อีกเล็กน้อยเป็น 4% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% หรือลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีนี้ที่ไอเอ็มเอฟคาดว่าตัวเลขจะสูงถึง 4.2% จากที่เคยโตต่ำเพียง 2.4% เมื่อปี 2009

ด้านธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในปี 2561 เป็นเติบโต 6.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.1% และปรับเพิ่มคาดการณ์ของ "จีน" ในปีหน้าจากที่คาดไว้เดิม 6.3% เป็น 6.4% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้นและการบริโภคภายในที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังก็คือ การปกป้องทางการค้าที่อาจขยายตัวขึ้น และความตึงเครียดทางการเมืองโลก

ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานอ้างผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะสามารถเกาะกระแสการค้าโลกขาขึ้นเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2561 แม้จะเผชิญกับยุคดอกเบี้ยขาขึ้น และกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในบางประเทศก็ตาม นำโดยฟิลิปปินส์และเวียดนามจะเติบโตแข็งแกร่งที่สุดบนจีดีพีที่ขยายตัวกว่า 6% ตามมาด้วยอินโดนีเซียที่คาดว่าจะโต 5.3% ซึ่งในปีนี้ฟิลิปปินส์ได้ปรับเพิ่มเครดิตจากฟิทช์ เป็น BBB ขณะที่อินโดนีเซีย ได้ปรับเพิ่มเครดิตจากฟิทช์เป็น BBB และจากเอสแอนด์พีเป็น BBB-

ดอกเบี้ยขาขึ้น-การเมือง ปัจจัยเสี่ยง

รายงานแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐ ณ สิ้นปี 2561 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ดอต พล็อต) จากการประชุมเฟดเมื่อกลางเดือนนี้ระบุทิศทางว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าอีก 3 ครั้ง รวมเป็น 2.00-2.25% จากการขึ้นทิ้งทวนปี 2560 เป็น 1.25-1.50% ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าการเงินโลกในปีหน้าจะเข้าสู่ทิศทางนโยบายการเงินตึงตัวอย่างชัดเจน ทั้งผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการทยอยลดมาตรการคิวอี

แม้ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์บางสำนักจะระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่การขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าอาจจำกัดแค่ 2 ครั้ง แต่หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ผ่าน "กฎหมายปฏิรูปภาษี" ซึ่งเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในรอบกว่า 30 ปีออกมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้คาดว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่สหรัฐจะขึ้นภาษีต่ำกว่า 3 ครั้ง เนื่องจากการลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมถึงการเอื้อ ประโยชน์อื่นๆ ให้เอกชนสหรัฐ ทำให้คาดว่าจะกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภค ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวเร็วกว่าที่คาดไว้

นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ เปิดเผยว่า แผนการปฏิรูปภาษีของสหรัฐจะทำให้เฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งใน "เอเชีย" ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามในปีหน้า นอกจากนี้ราคาสินค้าในเอเชียโดยเฉพาะราคาอาหารมีแนวโน้มปรับขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งการขยายตัวของเงินเฟ้อ ดังกล่าว ทำให้เอเชียต้องใช้นโยบายการเงินแบบคุมเข้มยิ่งขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบในปีหน้ายังรวมถึง "เบร็กซิต" ภายหลังการเจรจาระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) และสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ เป็นไปอย่างล่าช้า และอาจไม่ทันเส้นตายในสิ้นเดือน มี.ค. 2561 รวมถึงเส้นตายข้อตกลงระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ภาคธุรกิจและอังกฤษเตรียมตัวก่อนจะออกจาก อียูในวันที่ 31 ธ.ค. 2020 ทำให้ไอเอ็มเอฟลดคาดการณ์จีดีพีของอังกฤษมาอยู่ที่ 1.6% ในปีนี้จาก 1.7% และยังคงคาดการณ์ปีหน้าไว้ที่ 1.5%

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญในปีหน้าก็คือ "การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ" ที่มีแนวโน้มว่ารัฐบาลพรรครีพับลิกัน อาจได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาลดลง ซึ่งจะยิ่งทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้เป็นไปได้ยากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่การผ่านกฎหมายทำได้อย่างเฉียดฉิวในสภาสูง และพรรครีพับลิกันก็เพิ่งแพ้ในการเลือกตั้งที่รัฐแอละแบมา ทำให้ความได้เปรียบเรื่องในวุฒิสภาของรีพับลิกันน้อยลงไปอีก 1 ที่ อยู่ที่ 51-49 ขณะที่กฎหมายปฏิรูปภาษีอาจทำให้ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งไม่พอใจ เพราะมองว่าเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์คนรวยมากกว่า

เชลออยล์เสี่ยงกดราคาน้ำมัน

แม้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และกลุ่มนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซีย จะขยายข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันไปจนถึง สิ้นปีหน้า แต่นักวิเคราะห์ชั้นนำ 27 ราย ให้คาดการณ์ราคาน้ำมันปีหน้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่เฉลี่ย 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สำหรับ เบรนต์ และ 55 ดอลลาร์/บาร์เรล สำหรับเวสต์เทกซัส เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ทำให้อุตสาหกรรม "น้ำมันจากชั้นหินดินดาน" (เชลออยล์) ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองในปีหน้าเพิ่มขึ้นมาก

บริษัทที่ปรึกษาพลังงานไรสตัด เอ็นเนอร์ยี คาดการณ์ว่าเชลออยล์ในสหรัฐจะมีกำลังการผลิตในปีหน้าเพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งทำให้สำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในปีหน้าจะทะลุ 10 ล้านบาร์เรล/วัน หรือสูงสุดทุบสถิติที่เคยมีมา ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) คาดว่าซัพพลายน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกในปีหน้าจะเพิ่มขึ้น 2 แสนบาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าความต้องการบริโภคน้ำมันของโลก

อย่างไรก็ดี ธนาคารโลกคาดการณ์ ว่าราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยในปีหน้าจะ อยู่ที่ 56 ดอลลาร์ จาก 53 ดอลลาร์/บาร์เรลในปีนี้ และราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมจะปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากซัพพลายที่ตึงตัว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก