posttoday
ค่าเงินบาท Safe Heaven ของนักลงทุน

ค่าเงินบาท Safe Heaven ของนักลงทุน

20 ธันวาคม 2560

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุขผู้อ่านหลายท่านคงทราบกันดีว่าช่วงนี้ค่าเงินบาทของเรานั้นแข็งค่าขึ้น ยิ่งถ้าท่านไหนทำงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกน่าจะเห็นได้ชัดว่าเงินบาทนั้นแข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมา 6 เดือนติด เมื่อเดือน มิ.ย. เงินบาทยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่แข็งค่ามาตลอด จนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.75 บาท/ดอลลาร์ นับว่าแข็งค่าขึ้นมากว่า 4% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และอยู่ใกล้จุดแข็งค่าที่สุดเมื่อสมัยเดือน เม.ย. 2558

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข

ผู้อ่านหลายท่านคงทราบกันดีว่าช่วงนี้ค่าเงินบาทของเรานั้นแข็งค่าขึ้น ยิ่งถ้าท่านไหนทำงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกน่าจะเห็นได้ชัดว่าเงินบาทนั้นแข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมา 6 เดือนติด เมื่อเดือน มิ.ย. เงินบาทยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่แข็งค่ามาตลอด จนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.75 บาท/ดอลลาร์ นับว่าแข็งค่าขึ้นมากว่า 4% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และอยู่ใกล้จุดแข็งค่าที่สุดเมื่อสมัยเดือน เม.ย. 2558

ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆ แล้วหากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต่างประเทศขาดความเข้าใจเรื่องการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ถ้าขาดความระมัดระวัง

เราต้องเข้าใจก่อนว่าค่าเงินบาทในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งนั้นเปราะบางกว่าสมัยนี้มาก เพราะนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นแบบคงที่ (ตะกร้าเงิน) ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบมโหฬาร ระบบสถาบันการเงินอ่อนแอทำให้มีการปิดสถาบันการเงินถึง 58 แห่ง และเรื่องเหล่านี้เป็นเชื้อไฟที่ดีให้เหล่ากองทุนต่างชาติเข้ามาโจมตีค่าเงินบาทเพื่อเก็งกำไรและทำสำเร็จในที่สุด ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 25 บาท/ดอลลาร์ ไปถึงจุดต่ำสุดที่ 55 บาท/ดอลลาร์ กองทุนกำไรแต่ประเทศไทยเจ๊งและต้องเข้าขอความช่วยเหลือจาก International Monetary Fund หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า IMF และใช้เวลานับสิบปีกว่าประเทศไทยของเราจะฝ่าพ้นวิกฤตไปได้

ณ ปัจจุบันนี้ หลายๆ อย่างที่ผู้เขียนเล่ามาข้างต้นได้เปลี่ยนแปลงไปในทาง ที่ดี และนั่นคือสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น วันนี้ประเทศไทยเกินดุลการค้ามาตลอด เรียกง่ายๆ ว่า ส่งออกมากกว่านำเข้า และทำให้เงินทุนสำรองของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่แค่นั้นระบบธนาคารไทยยังมีความแข็งแรงกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องด้วยนโยบายต่างๆ จากภาครัฐที่เข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพของลูกหนี้ และยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบธนาคารอย่างต่อเนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ฟากตลาดทุนมีความแข็งแกร่งไม่แพ้กัน ทั้งตลาดตราสารหนี้ที่มีนักลงทุนทั้งไทยและเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนไปแล้วตอนนี้

ส่วนตลาดทุนผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะรู้กันดีว่าดัชนีหุ้นไทยพุ่งผ่าน 1,700 จุด ได้สักพักนึงแล้วโดยยังมีปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่หนาแน่นที่สุดในรอบหลายปี แถมช่วงนี้นักลงทุนต่างชาติต่างเทขายหุ้นที่ตัวเองถือมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงแต่อย่างใด เพราะตลาดตราสารหนี้ยังน่าดึงดูด และจากทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาทำให้นักลงทุนเลือกที่จะคงเงินลงทุนไว้ในประเทศไทย เพราะตอนนี้ค่าเงินบาทถือเป็นค่าเงินที่มั่นคง ไม่ผันผวนเป็น Safe Heaven หรือแปลตรงตัวว่า "สวรรค์ของความปลอดภัย" สำหรับนักลงทุนต่างชาติ คล้ายๆ กับค่าเงินเยนที่เวลาเกิดความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนจะรีบโยกย้ายเงินไปที่ Safe Heaven ก่อน

หลายๆ ปัจจัยเริ่มเข้าล็อกสำหรับประเทศไทย แต่ต้องบอกว่าพวกเรายังประมาทไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะในหลักการค่าเงินบาทแข็งค่าน่าจะส่งผลไม่ดีกับผู้ส่งออก ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของประเทศ และคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพี แต่ตัวเลขการส่งออกล่าสุดยังเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยยังหนาแน่น เรื่องนี้ต้องยกให้อัตราเงินเฟ้อเป็นพระเอก เพราะประเทศไทยสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตัวเลขอัตราเงินเฟ้อล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.99% เท่านั้น นอกจากนั้นเรายังสามารถควบคุมราคาของสินค้าหลักๆ ไว้ได้ดี ทำให้ปัจจัยในการผลิตภายในประเทศไม่สูงขึ้นมาก และเนื่องด้วยค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่น น้ำมัน ถูกลง และส่งผลให้ผู้ส่งออกพอที่จะสู้ราคากับคู่แข่งในต่างประเทศได้ และสินค้าในประเทศราคาไม่สูงขึ้นมากนัก เทียบกับอัตราแข็งตัวของเงินบาท

แต่อย่างที่กล่าวไว้ว่ายังประมาทไม่ได้ เพราะถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าต่อไปอีก ผู้ส่งออกจะถูกกดดันมากขึ้นเพราะหลังจากคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเข้าไปแล้วอาจทำให้ราคาสินค้าไทยสูงเกินไป และจะถูกกดดันจากผู้ซื้อให้ลดราคาลงอีก ผู้ส่งออกรายใหญ่อาจวกกลับมากดดันราคาจากคู่ค้าของตน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกกันว่า "เอสเอ็มอี" ทำให้เอสเอ็มอีบางรายอาจประสบวิกฤตได้ ถ้าถูกกดดันอย่างหนักจนสูญเสียยอดขายหรือกำไรไป

ผู้ส่งออกเองควรใช้เครื่องมือทางการเงิน โดยเฉพาะการทำสัญญาอนุพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยยืดและลดระยะเวลาของผลกระทบที่เกิดจากค่าเงินบาทแข็งตัว และใช้เวลาในช่วงนี้พัฒนาสินค้าของตนให้เหนือกว่าคู่แข่ง เพื่อถีบตัวเองให้หลุดพ้นการแข่งขันทางราคา

ภาครัฐควรต้องหันมาดูแลตรงจุดนี้ เพราะถ้าเอสเอ็มอีประสบวิกฤต ระบบนิเวศของภาคธุรกิจจะถูกทำลายและจะสร้างปัญหาอื่นๆ ต่อไปอีกไม่รู้จบ และภาครัฐน่าจะช่วยได้เรื่องการลดต้นทุนของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายทางการเงิน ธนาคารรัฐควรสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหานี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เป็นต้นทุนสำคัญของ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ เพื่ออย่างน้อยยืดระยะเวลาให้ภาคธุรกิจได้หายใจหายคอจนกว่าจะปรับตัวกันได้ n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก