posttoday
ว่าด้วยสูตรการคำนวณที่นั่งสส.

ว่าด้วยสูตรการคำนวณที่นั่งสส.

20 ธันวาคม 2560

อรรถสิทธิ์ พานแก้วสูตรการคำนวณที่นั่ง สส. ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อการยอมรับผลการเลือกตั้งของคนในประเทศ เพราะการเลือกตั้งเมื่อเสร็จสิ้นลงไปคนที่เคยมีสถานะที่เหมือนกันคือก่อนการเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง แต่เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นความเท่าเทียมกันของความเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะหายไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยสถานะการเป็น"ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" จากผลการเลือกตั้ง

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

สูตรการคำนวณที่นั่ง สส. ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อการยอมรับผลการเลือกตั้งของคนในประเทศ เพราะการเลือกตั้งเมื่อเสร็จสิ้นลงไปคนที่เคยมีสถานะที่เหมือนกันคือก่อนการเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง แต่เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นความเท่าเทียมกันของความเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะหายไป แต่จะถูกแทนที่ด้วยสถานะการเป็น"ผู้ชนะ" และ "ผู้แพ้" จากผลการเลือกตั้ง

เป็นที่ยอมรับกันว่าระบบการเลือกตั้งที่ถูกใช้ในหลายๆ ประเทศนั้นทำให้เกิดความเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ที่ต่างกัน เพราะสูตรการคำนวณที่นั่ง สส.ที่ต่างกันตามระบบการเลือกตั้งที่ใช้

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าการคิดค้นถึงสูตรการคำนวณที่นั่ง สส.ถึงถูกคิดค้นมาเพื่อทำให้เกิดดีกรีความเป็น "ผู้แพ้" จากการเลือกตั้งให้มีน้อยที่สุด

ในโลกนี้ระบบการเลือกตั้ง สส.นั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ ระบบเสียงข้างมาก (Majoritarian System) ระบบสัดส่วน (Proportional Representation System) และระบบผสม (Mixed Member System)

จากทั้ง 3 ระบบที่กล่าวมา ระบบเสียงข้างมากถือเป็นระบบที่ทำให้เกิดดีกรีความเป็นผู้แพ้มากที่สุด คือ ไม่ว่าจะแพ้แบบขาดลอยหรือฉิวเฉียด คนที่แพ้ก็จะไม่ได้อะไรเลย หรือที่เราได้ยินได้ฟังการเปรียบเทียบว่าเป็นระบบที่ทำให้ "คะแนนเสียงตกน้ำ" มากที่สุด เช่นนี้แล้ว ระบบสัดส่วนจึงถูกคิดค้น ขึ้นมาเพื่อชดเชยข้อด้อยของระบบเสียงข้างมากนี้ไป

ระบบสัดส่วนถูกคิดค้นมาเพื่อทำให้การคำนวณคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงไปนั้นจะถูกคำนวณเพื่อให้เป็นที่นั่งในสภาอย่างได้สัดส่วน นั่นคือ ได้คะแนนเสียงเป็นร้อยละเท่าใดก็จะถูกคำนวณได้เป็นที่นั่งในสัดส่วน ร้อยละของที่นั่งในสภาที่ใกล้เคียงกัน

แต่การคำนวณที่นั่งในสภาตามระบบสัดส่วนนั้นมีความแตกต่างกันไป ในรายละเอียดของการเลือกตั้งใช้สูตรการคำนวณแต่ละอย่าง เช่น จะมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการที่จะนำคะแนนเสียงของแต่ละพรรคการเมืองมาคำนวณหรือไม่ หรือการคำนวณนั้นจะใช้สูตรการคำนวณที่อย่างน้อยในปัจจุบันนี้ มีอยู่ 2-3 สูตร ซึ่งแต่ละสูตรก็มีผลว่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมืองขนาดต่างๆ ที่ต่างกันออกไป

ซึ่งการที่จะเลือกว่าจะใช้สูตรอะไรของแต่ละประเทศนั้นมักจะขึ้นอยู่กับการยอมรับถึงผลที่จะตามมานั่นก็คือจำนวนที่นั่งในสภาที่แตกต่างระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่ หรือพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่บางสูตร จะคำนวณให้การปัดเศษคะแนนเสียง ที่นั่งนั้นเกิดการได้เปรียบกับพรรค การเมืองขนาดใหญ่แต่เกิดการเสียเปรียบกับพรรคการเมืองขนาดเล็ก ในขณะที่บางสูตรทำให้เกิดการได้เปรียบของพรรคการเมืองขนาดเล็กแต่ทำให้เกิดการเสียเปรียบกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่

แม้การคำนวณที่นั่งจากระบบสัดส่วนจะทำให้เกิดความได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภา แต่ข้อด้อยของระบบสัดส่วนเกิดขึ้นในลักษณะของความใกล้ชิดของ สส.กับประชาชนในประเทศว่า สส.ที่มาจากระบบสัดส่วนที่เขตการเลือกตั้งอาจจะเป็นเขตประเทศ ภูมิภาค หรือเขตที่ใหญ่กว่าระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั่วๆ ไปอย่างมาก เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการคิดค้นระบบการเลือกตั้งและการคำนวณที่นั่ง สส.แบบใหม่ๆ ขึ้นมา

ระบบการเลือกตั้งแบบผสมจึงเป็นระบบการเลือกตั้งที่ถูกคิดค้นมาเพื่อปิดจุดอ่อนของทั้งสองระบบแม่ข้างต้น และด้วยความแตกต่างกันในวิธีการคำนวณที่นั่งของ สส. ทำให้ระบบผสมนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ ระบบผสมที่นับที่นั่งแยก และระบบผสมที่นับที่นั่งรวม

ระบบผสมที่นับที่นั่งแยก หรือที่ ถูกเรียกว่าเป็นระบบการเลือกตั้งผสม อิงเสียงข้างมาก (Mixed Member Majoritarian-MMM) คือระบบที่การจัดสรรที่นั่งในสภานั้นแยกกันจัดสรรที่ นั่งระหว่างระบบเขตกับระบบสัดส่วน (ซึ่งมักจะเป็นการใช้แบบบัญชีรายชื่อ) ซึ่งสูตรการคำนวณแบบนี้แม้จะทำให้เกิดการได้เป็นสัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งที่ดีกว่าการใช้ระบบเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่การได้เปรียบของพรรคการเมืองขนาดใหญ่จากการคำนวณที่นั่งตามระบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ ประเทศต้องคำนึงว่าจะรับข้อด้อยนี้ได้หรือไม่ถ้าเปรียบเทียบกับข้อดีที่ได้มา

แต่หลายๆ ประเทศก็รับไม่ได้กับการนับที่นั่งแยก ระบบการเลือกตั้งแบบนั่งที่นั่งรวม หรือระบบเลือกตั้งผสมอิงเสียงแบบสัดส่วน (Mixed Member Proportional-MMP) ซึ่งแตกต่างจากระบบเลือกตั้งแบบอิงเสียงข้างมากตรงที่การจัดสรรที่นั่งนั้นจะไม่นับแยกระหว่างแบบแบ่งเขตกับแบบสัดส่วน แต่จะคำนวณจากระบบสัดส่วนเพื่อบอกว่าแต่ละพรรคการเมืองควรจะได้ที่นั่งเท่าไรแล้วจึงมาจัดสรรที่นั่งจากการบวกเพิ่ม หรือหักลบจากที่ได้จากระบบเขตไปแล้ว ซึ่งระบบนี้ถูกยอมรับว่าเป็นระบบที่ทำให้เกิด "การได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งในสภา" ได้ดีที่สุด

แต่หลายคนอาจจะมีข้อโต้แย้งว่าระบบนี้แม้มีข้อดี คือการได้สัดส่วนของคะแนนเสียงกับที่นั่งหรือการบวกเพิ่มหากได้ที่นั่งจากระบบเขตยังไม่ถึงร้อยละที่พรรคตนควรจะได้ แต่การลบออก หรือลดที่นั่งตามสัดส่วนจากแบบสัดส่วนของพรรคที่ได้ที่นั่งจากระบบเขตทำให้เกิดข้อข้องใจกับผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเหล่านี้ว่าทำให้เกิดพวกเขาเสียเปรียบทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความผิดของพรรคแต่กลับ ถูกลงโทษ

แต่ถ้าคิดให้ดีๆ แล้วการคำนวณแบบนี้ดีกว่าเพราะทำให้การเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้นั้นเป็นสัดส่วนกับคะแนนเสียงที่ได้รับจริงๆ และจะว่าไปการเกิดขึ้นของการหักลบที่นั่งในแบบสัดส่วนนั้นเกิดขึ้นเพราะการแบ่งสัดส่วนที่นั่ง สส.เขต กับสัดส่วนที่ให้จำนวนสัดส่วนที่ สส. แบบสัดส่วนน้อยกว่า สส.เขตมากเกินไป ดังนั้นหลายประเทศจึงแบ่งจำนวน สส.เขตกับสัดส่วนให้มีจำนวนเท่ากัน ปัญหาที่เกิดจากการหักที่นั่งออกจึงมีน้อย

เมื่อย้อนกลับมายังประเทศของเราที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment) (ที่ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบผสม) ข้อข้องใจกับการ "หักที่นั่งออก" ถ้าได้ที่นั่งแบบเขตมากดูจะเป็นเรื่องใหญ่

แต่อย่างที่บอกไปในย่อหน้าก่อนนี้ว่าการคำนวณเช่นนี้เป็นการคำนวณที่นั่งที่ดีเพราะได้สัดส่วนระหว่างคะแนนเสียงกับที่นั่ง และที่สำคัญคืออาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากจะเกิดขึ้นพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 73 จากคะแนนเสียงที่นำมาคำนวณ

ซึ่งเมื่อดูกันให้ดีๆ แล้ว โอกาสการเกิดนั้นแม้จะมีแต่ไม่ได้มากเลย เช่นนี้แล้วความข้องใจน่าจะลดลงไปเมื่อมองความเป็นไปได้ในทางคณิตศาสตร์ทางการเมือง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก