
มาร์เก็ตแคปIPOพุ่ง
ตลท.ยันปีนี้มาร์เก็ตแคปรวมจบที่ 17.5 ล้านล้าน ส่วนหุ้นไอพีโอสร้างสถิติใหม่ 4.2 แสนล้าน เคยสูงสุด 3.5 แสนล้าน
ตลท.ยันปีนี้มาร์เก็ตแคปรวมจบที่ 17.5 ล้านล้าน ส่วนหุ้นไอพีโอสร้างสถิติใหม่ 4.2 แสนล้าน เคยสูงสุด 3.5 แสนล้าน
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปีนี้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) น่าจะอยู่ที่ 17.5 ล้านล้านบาทได้ เป็นการเติบโตจาก 2 ส่วน คือ การที่ราคาหุ้นปรับขึ้นและมาร์เก็ตแคปหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เพิ่มขึ้น โดยปีนี้มาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง ตลท.มา คือ 4.2 แสนล้านบาท จาก 42 บริษัท จากที่เคยมีมาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอสูงสุดถึง 3.5 แสนล้านบาท จาก 30-40 บริษัท
ทั้งนี้ มาร์เก็ตแคป 4.2 แสนล้านบาทนั้น ได้รวมหุ้นไอพีโอและกองทรัสต์ที่เป็นการลงสินทรัพย์ในต่างประเทศ และจะมีการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 26-27 และวันที่ 28 ธ.ค.นี้
ขณะที่ปีหน้าเชื่อว่า มาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในมุมมองเดิม คือ 2.8 แสนล้านบาท จากบริษัทที่คาดว่าจะอยู่ที่ 30 แห่ง หรือหากรวมตลาดรองแล้วจะรวมกันเป็น 5.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้จะรวมถึงกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์ที่คาดว่าจะมีการจดทะเบียนเข้า SET ได้ภายในครึ่งปีแรก โดยมีมูลค่าระดมทุน 3-4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี ปีหน้าอาจจะมีกองทรัสต์ที่เป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจาก สปป.ลาว เข้ามาจดทะเบียนใน SET เป็นลำดับแรก ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานกับกระทรวงการคลัง
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า สิ่งที่สะท้อนความน่าสนใจของหุ้นไอพีโอปีนี้ คือ มาร์เก็ตแคปที่เกิดจากหุ้นใหม่ที่เข้ามา ไม่ได้เกิดจากการเข้าจดทะเบียนกองทุนรีท หรือกองทุนโครงการสร้างพื้นฐานอย่างที่ผ่านมา
นอกจากนั้น ปีนี้ยังเป็นปีที่สัดส่วนนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายบุคคลมีความใกล้เคียงกันที่ 50% และเป็นระดับที่ ตลท.อยากเห็นมาโดยตลอด จากก่อนหน้านี้สัดส่วนนักลงทุนรายบุคคลได้เริ่มปรับลดสัดส่วนลงมาต่อเนื่องจาก 60% จนปีนี้ลงมาเหลือ 50% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกิดจากการที่นักลงทุนรายบุคคลซื้อลดลง และปีนี้นักลงทุนสถาบันมีความสนใจซื้อหุ้นไทยมาก แต่เชื่อว่าถ้าปีหน้าหากตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก ก็มีโอกาสที่สัดส่วนนักลงทุนรายบุคคลจะกลับมาเพิ่มขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน
"ตลท.พยายามทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของไทยได้เข้าไปสู่สายตาบนเวทีโลกให้มากขึ้น เพราะจะเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ บจ.ไทยเป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบันมากขึ้น สิ่งที่พยายามทำ คือ ต้องทำให้ บจ.มีคุณภาพและดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย" นายภากร กล่าว
สำหรับตลาดหุ้นไทยปีหน้า มองว่ามีทิศทางที่ดี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง จากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องติดตามภาพของการลงทุนเอกชนและการบริโภคในประเทศฟื้นตัว โดยปัจจัยลบอาจมีความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ และปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งความไม่สงบในตะวันออกกลางและปัญหาคาบสมุทรเกาหลี
อย่างไรก็ดี ปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน แต่หากรวมเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศได้ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยถึง 20% เป็นผลทำให้นักลงทุนต่างชาติมีการขายกำไรตลาดหุ้นไทยไป
ด้านราคาหุ้นบริษัท ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ (CPT) ที่เข้าซื้อขายวันแรกใน SET วานนี้ปิดต่ำกว่าราคาจอง วันนี้ปรับตัวขึ้น 0.04 บาท หรือ 1.92% มาปิดที่ 2.12 บาท แต่ก็ยังไม่พ้นราคาจองที่ 2.30 บาท
นายสมศักดิ์ หลิมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPT กล่าวว่า บริษัทจะเร่งแผนรุกขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในทุกกลุ่มธุรกิจเพิ่ม เพื่อผลักดันผลการดำเนินงานในปี 2561 ทั้งรายได้และกำไรเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%
ผู้บริหาร CPT ยืนยันจะไม่ขายหุ้นออกมา เนื่องจากมีความเชื่อมั่นถึงทิศทางการดำเนินงานที่มีโอกาสเติบโตตามการค้าการลงทุนทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนทั้งในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน







