
SMEs กับการนำไทย สู่โลกยุค 4.0 (1)
ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเราทราบกันดีว่า SMEs หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นพลัง สำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย เป็นเสมือนฟันเฟืองที่ทำให้เครื่องจักรใหญ่ของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ เป็นกลไกที่ช่วยกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคประชาชนอย่างทั่วถึง และที่สำคัญชีวิตของคนไทยจำนวนมากพึ่งพิงธุรกิจ SMEs
ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เราทราบกันดีว่า SMEs หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นพลัง สำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย เป็นเสมือนฟันเฟืองที่ทำให้เครื่องจักรใหญ่ของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ เป็นกลไกที่ช่วยกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคประชาชนอย่างทั่วถึง และที่สำคัญชีวิตของคนไทยจำนวนมากพึ่งพิงธุรกิจ SMEs
เป็นที่น่าสังเกตว่าหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน ต่างก็มี SMEs ที่เข้มแข็ง การพัฒนาธุรกิจ SMEs คงไม่ใช่เพียงแค่สนับสนุนให้ SMEs ตั้งธุรกิจได้ง่าย แต่รวมถึงต้องทำให้ SMEs เติบโตได้ตามพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มศักยภาพ และสามารถปรับตัวได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ประเด็นเหล่านี้เป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ต่อ "การเติบโตอย่างทั่วถึง"
เพื่อตอบคำถามว่า SMEs จะนำไทยให้ก้าวไกลไปกับโลกยุค 4.0 ได้อย่างไร ผมขอเสนอความเห็นใน 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 บริบทโลกยุค 4.0 : นัยต่อการเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจ
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โลกที่เราอยู่วันนี้ต่างไปจากเดิมมาก เรากำลังก้าวเข้าสู่ "โลกยุคใหม่" ที่เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะซับซ้อนมากขึ้น หลายเรื่องจะเชื่อมต่อกัน มีผลกระทบกลับไปมาจนเกือบจะเรียกได้ว่าไร้เส้นแบ่งที่ชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจะตั้งอยู่บนพลังของเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ทำให้สภาพแวดล้อมที่เราต้องเผชิญในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น (Volatile) ไม่แน่นอน (Uncertain) ซับซ้อน (Complex) และเป็นไปในทิศทางที่คลุมเครือคาดเดาได้ยาก (Ambiguous) ต่างจากโลกที่เราเคยคุ้นชิน ซึ่งโลกแบบนี้เรียกสั้นๆ ว่า "โลก VUCA"
บริบทใหม่ของโลกแบบ VUCA นี้ เป็นบริบทของโลกที่เราต้องมองแบบเข้าใจและปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้เห็นอิทธิพลของเทคโนโลยีต่อวิธีการดำเนินธุรกิจในแทบจะทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) พฤติกรรมผู้บริโภค ความต้องการของลูกค้า ตลาดแรงงาน วิธีการทำการตลาด หรือการทำธุรกรรมทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ยุคนี้นอกจากจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นแล้ว ยังได้เชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างผลิตภัณฑ์หรือการบริการต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับ Ecosystem หรือระบบนิเวศ ที่คนในวงกว้างจะสามารถได้รับประโยชน์ได้ ส่วนคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจะอยู่ได้ยากขึ้น
หลายท่านคงมีคำถามในใจว่า ในบริบทของโลกยุค 4.0 ธุรกิจจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่จะมีผลต่อการดำเนินงานของท่านในอนาคต?
ผมคิดว่าธุรกิจจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 6 ด้านสำคัญ
ด้านแรก เศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน หรือ Sharing Economy จะมีความสำคัญมากขึ้น ในโลกยุคใหม่ที่เกิดจากพลังของเทคโนโลยี จะเกิดแพลตฟอร์มที่ธุรกิจสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ที่สำคัญแพลตฟอร์มเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง "ผู้ใช้บริการ" กับ "ผู้ให้บริการ" ได้โดยตรง ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ไม่ต้องอาศัยธุรกิจตัวกลางเหมือนในอดีต ทำให้ธุรกิจตัวกลางต่างๆ จะมีบทบาทลดลงมาก
แนวคิด Sharing Economy ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน โดยไม่ต้องลงทุนเป็นเจ้าของเอง ไม่เก็บทรัพยากรที่มีไว้ใช้คนเดียว ทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เช่น
- UBER เป็นบริษัทรถโดยสารสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของรถยนต์
- AirBNB เป็นเครือข่ายการจองห้องพักที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยไม่ต้องลงทุนสร้างห้องพักเอง
- Alibaba เป็นผู้ประกอบธุรกิจพาณิชยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยไม่ต้องเก็บสต๊อกสินค้าไว้ เอง และคนที่ขายสินค้าผ่าน Alibaba ไม่ต้องเปิดหน้าร้านของตัวเอง
- Facebook เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารและรับข้อมูลข่าวสาร ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่ต้องผลิตเนื้อหาเอง
รูปแบบของเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันไม่ได้เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จักรยานส่วนกลางเป็นพาหนะการเดินทางในหลายเมืองใหญ่ การใช้ Co-Working Space เป็นที่ทำงาน การใช้ Cloud Computing แทนที่แต่ละธุรกิจต้องลงทุนมี Server ของตัวเอง ตลอดจนการใช้ Mobile Banking ของธนาคารต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนของแต่ละคน แทนที่ธนาคารจะต้องลงทุนขยายสาขาเพิ่มขึ้น
ธุรกิจเชิงแบ่งปัน จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจมาก เพราะธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงเหมือนเดิม สามารถแบ่งปันทรัพยากรส่วนเกินในบางช่วงเวลาให้คนอื่นใช้ประโยชน์ได้
และที่สำคัญคนที่จะสามารถมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรู้จักหรือเป็นคู่ค้าที่เราคุ้นเคยมาก่อน แพลตฟอร์มต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นตัวกลางในระบบเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันจะมีกลไกสร้างความมั่นใจให้คนที่ไม่รู้จักกัน สามารถไว้ใจ เชื่อใจกันได้ดีในระดับหนึ่ง จนยินดีที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้การที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Sharing Economy platform ที่กำลังเติบโตหรือมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จะเท่ากับการเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากร และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของแพลตฟอร์มเหล่านี้ด้วย n







