
อีอีซีกับการ เชื่อมอาเซียน
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยวันที่ 22 ธ.ค. 2560 ผมได้รับเชิญจากสถาบันวิทยาการศุลกากร สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร ให้บรรยายเรื่อง "อีอีซีกับศุลกากร 4.0ในการเชื่อมต่ออาเซียนเพื่อสร้างโอกาสใหม่" ที่บรรยายคือบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (บ้านโพธิ์) จ.ฉะเชิงเทรา สำหรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ "อีอีซี" เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลปัจจุบันในการปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาคและอาเซียน
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
วันที่ 22 ธ.ค. 2560 ผมได้รับเชิญจากสถาบันวิทยาการศุลกากร สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร ให้บรรยายเรื่อง "อีอีซีกับศุลกากร 4.0ในการเชื่อมต่ออาเซียนเพื่อสร้างโอกาสใหม่" ที่บรรยายคือบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (บ้านโพธิ์) จ.ฉะเชิงเทรา สำหรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ "อีอีซี" เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลปัจจุบันในการปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาคและอาเซียน
อีอีซี หรือ "เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก" นั้นครอบคลุมพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง วัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้เป็นพื้นที่ลงทุนด้านอุตสาหกรรมจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งการพัฒนาเมืองและความเป็นอยู่ระดับนานาชาติ ผมขอเรียกอีอีซีว่าจะเป็น "เขตพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย" และให้สโลแกนว่าเป็น "หนึ่งภูมิภาค ระเบียงเศรษฐกิจโลก (One Region Global Corridor)" หากทำสำเร็จ อีอีซีสามารถเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง ภูมิภาคและโลก ที่สามารถเชื่อมทั้งอาเซียน จีนรวมอาเซียนบวก 3 และอินเดีย และยังเชื่อมโยงทั้งเส้นทางและกรอบความร่วมมือของแต่ละประเทศในทุกมิติ อีกด้วย เช่น การเชื่อมอาเซียน โดยเฉพาะกับประเทศ CLMV เชื่อมกับระเบียงเศรษฐกิจแม่โขง-อินเดีย (MIEC) จากโครงการทวายของเมียนมา กับประเทศอินเดีย กรอบความร่วมมือ GMS ได้แก่ North South Economic Corridor (NSEC) East West Economic Corridor (EWEC) และ South Economic Corridor (SEC) นโยบาย One Belt One Road ของจีนและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ตามแนวชายแดนต่างๆ ของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น เฉพาะที่ผมกล่าวมาข้างต้น หากทำสำเร็จก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหันต์กับการพัฒนาประเทศไทย
อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศรอบๆ บ้านเราก็ต้องการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคกันทั้งนั้น เช่น เวียดนามใช้เมืองโฮจิมินห์และฮานอยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สปป.ลาวให้เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน เมียนมาใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษทีราลา กัมพูชาใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญและรอบๆ รวมทั้งสีหนุวิลล์ และมาเลเซียให้เขตเศรษฐกิจพิเศษอิสกันดาร์
สำหรับบทความฉบับนี้ ผมขอนำเสนอเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจ MIEC และ SEC เท่านั้น (ภายใต้ข้อจำกัดของเนื้อที่บทความ) ที่ผมเลือกสองเส้นทางนี้ เพราะว่าสองระเบียงเศรษฐกิจนี้มีเมืองสำคัญๆ หลายเมืองได้แก่ เมืองเจนไน เมืองหลวงของรัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญทางตอนใต้ของอินเดีย ทั้งเขตอุตสาหกรรมและท่าเรือ ที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของเมียนมา เมืองเชนไนเป็นหนึ่งในเส้นทาง 4 เหลี่ยมเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจหลักอย่างเมืองเดลลี มุมไบ เชนไน และกัลกัตตา และยังสามารถเชื่อมต่อกับระเบียงเศรษฐกิจ East West Corridor และ South North Corridor ของอินเดีย รวมทั้งเส้นทาง Trilateral Highway ที่เริ่มจากด่านมอเลย์ของอินเดียกับด่านตามูของเมียนมา ผ่านมัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง ทะลุแม่สอดเข้ากรุงเทพฯ โครงการทวายอยู่ห่างจากชายแดนไทยที่ด่านถาวรบ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 138 กิโลเมตร (กม.) (แต่ทั้งโครงการทวาย ถนนเชื่อมต่อโครงการทวายกับบ้านพุน้ำร้อนและเขตเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้น) จากกาญจนบุรีขณะนี้ประเทศไทยมีโครงการมมอเตอร์เวย์เชื่อมกาญจนบุรีกับบางใหญ่ ระยะทาง 96 กม. เสร็จปี 2563 จากบางใหญ่ไปแหลมฉบังระยะทาง 155 กม. หรือบริเวณพื้นที่พัฒนาของอีอีซี
จากเส้นทางข้างต้นเป็นเส้นทางบนระเบียงเศรษฐกิจ MIEC จากแหลมฉบังก็สามารถเชื่อมต่อกับระเบียงเศรษฐกิจทางใต้ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เส้น R1 เชื่อมอีอีซีกับอำเภอรัฐประเทศกับจังหวัดปอยเปต กรุงพนมเปญ ทะลุออกเวียดนาม และอีกเส้นคือ R10 ที่เรียกว่า Southern Costal Sub Region หรือระเบียงเศรษฐกิจเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง (KKSEZ) ห่างจากพนมเปญ 297 กม. ห่างท่าเรือแหลมฉบัง 330 กม. ห่างกรุงเทพฯ 400 กม. ห่างท่าเรือ สีหนุวิลล์ 233 กม. และห่างชายแดนที่จังหวัดฮาเทียน 285 กม. ปัจจุบันมี 5 บริษัท ที่สำคัญเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ฮุนไดของเกาหลีใต้เมื่อปี 2552 เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท







