
ส่องแผนธุรกิจแคท'61 มุ่งบริการดิจิทัล
ปิยนุช ผิวเหลืองเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือแคท จัดงานแถลงข่าว "ทิศทางการดำเนินธุรกิจและบริการของแคท ในปี 2561" โดยแคทมุ่งพัฒนาบริการในกลุ่มธุรกิจใหม่ด้านดิจิทัลที่หวังพลิกฟื้นรายได้ในปี 2561 ให้กลับมาเป็นกำไรจากที่ขาดทุน 24 ล้านบาท ปีนี้
ปิยนุช ผิวเหลือง
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือแคท จัดงานแถลงข่าว "ทิศทางการดำเนินธุรกิจและบริการของแคท ในปี 2561" โดยแคทมุ่งพัฒนาบริการในกลุ่มธุรกิจใหม่ด้านดิจิทัลที่หวังพลิกฟื้นรายได้ในปี 2561 ให้กลับมาเป็นกำไรจากที่ขาดทุน 24 ล้านบาท ปีนี้
พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือแคท เปิดเผยว่า แคทในฐานะหน่วยงานสื่อสารโทรคมนาคมภาครัฐ เตรียมปรับแนวทางดำเนินธุรกิจปี 2561 จากเคยเน้นบริการโครงข่าย มามุ่งเน้นธุรกิจด้านบริการดิจิทัล (Digital Service) มากขึ้น เพื่อยกระดับการแข่งขันขององค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยภายในปี 2561 แคทจะเปิดให้บริการโครงข่าย ลอร่าแวน (LoRaWan) เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงข่ายไร้สายรองรับบริการไอโอที (อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์) และบริการบิ๊กดาต้า เพื่อปูทางต่อการ พัฒนาบริการอัจฉริยะ ซึ่งจะสร้าง รายได้ให้กับแคทเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ แคทยังตั้งเป้าส่วนแบ่ง ตลาดการใช้งานอุปกรณ์ไอโอทีในประเทศให้เป็น 25% หรือจำนวน 270 ล้านอุปกรณ์ ภายใน 5 ปี โดยคาดว่าในเวลานั้นจะมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ไอโอที ในประเทศกว่า 1,080 ล้านชิ้น ทั้งนี้ลอร่าแวนได้ทดสอบระบบตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยทดสอบระบบในอุปกรณ์พื้นที่สมาร์ทซิตี้ จ.ภูเก็ต พบว่าประสบผลสำเร็จ ซึ่งในปี 2561 มีแผนขยายระบบลอร่าแวนให้ครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยมากขึ้น
ขณะที่นอกจากบริการใหม่ที่แคทจะเปิดตลาดในปี 2561 แคทยังคงสานต่อโครงการสำคัญในปี 2560 ได้แก่ โครงการขยายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศวงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยมีโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานที่เพียงพอรองรับการเชื่อมโยง บิ๊กดาต้า รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งให้ประเทศไทยขึ้นเป็นดิจิทัลฮับอาเซียน ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย คือ 1.การเพิ่มความจุโครงข่ายเพื่อขยายคาพาซิตี้ภายในประเทศ โดยเชื่อมโยงพื้นที่รอยต่อชายแดนมายังสถานีเคเบิลใต้น้ำของแคท 2.การขยายความจุของระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2561 และ 3.การก่อสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศระบบใหม่เชื่อมต่อประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยล่าสุดแคทได้ร่วมหารือแนวทางร่วมกันกับผู้ให้บริการจากประเทศมาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และจีน
นอกจากนี้ แคทยังมีแผนจะเป็นทั้งผู้ให้บริการโครงข่ายและเตรียม ผันตัวเป็นผู้ให้บริการอัจฉริยะต่างๆ ร่วมกับหุ้นส่วน อีกทั้งแคทยังได้ร่วมกับกลุ่มสามารถ (SISC) ขยายบริการ โครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัล (DTRS : Digital Trunked Radio System) บนคลื่นความถี่ย่าน 800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 1,000 สถานีฐานทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานได้อย่างเพียงพอ การขยายโครงข่ายพื้นฐานดังกล่าวจะเกิดเสถียรภาพการเชื่อมโยงข้อมูลที่แข็งแกร่ง ซึ่งแคทได้นำมาสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่พิเศษที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
ขณะที่ผลประกอบการในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค.ของปีนี้ แคทมีรายได้ 41,194 ล้านบาท รายจ่าย 41,218 ล้านบาท ขาดทุนจากการดำเนินงาน 24 ล้านบาท รายได้ที่ต่ำกว่าแผนธุรกิจเนื่องจากบริการหลักคือธุรกิจไร้สาย กลุ่มบริการโทรศัพท์ และบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต มีการเติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย โดยรายได้กลุ่มบริการโทรศัพท์ลดลง 5 ปีย้อนหลัง จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมที่คนใช้การสื่อสารด้วยดาต้าเป็นหลัก ส่งผลให้เทรนด์เติบโตของบริการกลุ่มโทรศัพท์ระหว่างประเทศลดลงต่อเนื่องเฉลี่ย 12% โดยสิ้นปีนี้จะทำรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มบริการสื่อสารไร้สายยังคงเป็นรายได้ส่วนใหญ่โดยมีกำไรจากการขายส่งตามสัญญาให้บริการเอชเอสพีเอ (HSPA) ขณะที่บริการมายบายแคท (my by CAT) เติบโตขึ้นเล็กน้อย และรายได้สัมปทานดีแทคลดลง ส่วนบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เติบโตขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย (ประมาณ 100 ล้านบาท) ขณะที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการจ่ายค่าตอบแทนในโครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 500 ล้านบาท บวกกับมีค่าใช้จ่ายรายการพิเศษจากคดีกับกรมสรรพากรที่สิ้นสุดในปีนี้จำนวน 2,378 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี แคทมั่นใจว่าสามารถกลับมามีกำไรในปีหน้าโดยมีปัจจัยสนับสนุน เช่น การลดต้นทุนจากโครงการเกษียณก่อนกำหนด การพัฒนาบริการใหม่ และจากโครงการส่วนหนึ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อนุมัติในปี 2561 คือ โครงการดาวเทียมภาครัฐ รวมถึงการยุติปัญหาคู่สัมปทานดีแทคและทรู ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงดีอีจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีและคาดว่าจะผ่านได้ไตรมาสแรกปีหน้า n







