
เอิร์ธอ่วมหลักฐานเท็จมัด
กรุงไทยลุยดำเนินคดีเอิร์ธ รื้อเอกสารเบิกวงเงินกู้มาตรวจสอบใหม่ ส่วนผลสอบภายในยังไม่ได้ข้อสรุป
กรุงไทยลุยดำเนินคดีเอิร์ธ รื้อเอกสารเบิกวงเงินกู้มาตรวจสอบใหม่ ส่วนผลสอบภายในยังไม่ได้ข้อสรุป
นายผยง ศรีวณิช กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการเบิกวงเงินกู้ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ในอดีตอย่างละเอียด หากพบ หลักฐานเพิ่มเติมจากการยื่นเอกสาร เป็นเท็จเพื่อเบิกเงินกู้ จะนำส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่อไป หลังจากที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้วเนื่องจากเป็นกิจกรรมข้ามประเทศ รวมทั้งได้ยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดด้วยเพราะเป็นคดีระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณา สินเชื่อเริ่มตั้งข้อสังเกตงบการเงินของเอิร์ธมาระยะหนึ่งแล้ว ที่พบว่ามีกิจกรรมที่เติบโตสูงอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับ ตัวบริษัท โดยมีลูกหนี้การค้าที่บริษัทอ้างว่าต้องนำเงินไปจ่ายล่วงหน้าแล้วจะมีสิทธิซื้อถ่านหินล่วงหน้า ซื้อสิทธิในการทำเหมือง ซึ่งการเติบโตเร็วขนาดนี้มี พื้นฐานอย่างไร ซึ่งธนาคารได้ถามไปยังบริษัทแล้วก็ไม่ได้คำตอบ กระทั่งบริษัทผิดนัดบี/อี จึงระงับวงเงินกู้
หลังจากนั้น ได้ตรวจสอบกับทางกรมศุลกากรถึงหลักฐานการนำเข้า ถ่านหิน กรมศุลกากร ยืนยันว่า ไม่มี เรือเข้ามาตามที่บริษัทอ้าง จึงได้รวบรวมเอกสารที่เบิกเงินกู้ทั้งหมดมาดู และ พบว่ามีการยื่นเอกสารเป็นเท็จอย่างน้อย 10 ฉบับ ที่ส่งให้ดีเอสไอไปแล้ว และมีโอกาสที่จะพบหลักฐานเพิ่มเติมอีก
"กรุงไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ และผมเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เป็นกลไกปกติที่เราต้องยื่นดำเนินการตามกฎหมาย ทุกช่องทาง ซึ่งนอกจากจะยื่นไปยัง ดีเอสไอแล้ว ยังแจ้งความดำเนินคดีไปที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี อีกด้วย" นายผยง กล่าว
อย่างไรก็ดี คดีที่ดีเอสไอเป็นเรื่องการยื่นเอกสารเป็นเท็จ เป็นคนละส่วนกับกระบวนการฟื้นฟูของศาลล้มละลาย ส่วนนั้นพร้อมเคารพดุลพินิจของศาล
ส่วนการยื่นเอกสารเป็นเท็จเป็นการใช้กระบวนการกฎหมายสืบหาความจริง หาผู้กระทำผิด แต่หลักฐานจากคดีนี้สามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการดีแคลร์กิจกรรมบางอย่างของบริษัทได้ ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ
นายผยง กล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเพื่อหาข้อ ผิดพลาดจากกรณีของเอิร์ธว่าเป็นเกิดขึ้นจากเชิงของระบบหรือตัวบุคคลคาดหวังให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด แต่ไม่ได้ตั้งธงว่าจะต้องเสร็จภายในเมื่อใด โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องหากเป็นพนักงานก็จะมีระเบียบภายใน หากเป็นบุคคลภายนอกเกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย
ขณะเดียวกันก็กลับมาทบทวนกระบวนการปล่อยสินเชื่อว่าบกพร่อง ในส่วนใดเพื่อแก้ไข ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเอิร์ธ คงไม่สร้างความเสียหายเพิ่มให้กับธนาคารแล้ว เพราะได้ตั้งสำรองเต็มจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารยึดหลักความระมัดระวังโดยมีการตั้งสำรองหนี้ตั้งแต่เริ่มเห็นความผิดปกติและประเมินแล้วว่าหนี้ก้อนนี้คงไม่สามารถดีขึ้นได้ภายใน 90 วัน







