
โจทย์ คสช. เงื่อนไขอียูสัมพันธ์ไทย ต้องมีเลือกตั้ง
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยช่วงที่ผ่านมากระแสการยอมรับรัฐบาล คสช.ของประเทศตะวันตกต่างทยอยรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับไทย หลังจากปฏิเสธการเข้ามาของรัฐบาล ซึ่งมาจากการปฏิวัติ เริ่มจากเดือน ต.ค. ที่นายกรัฐมนตรีบินไปจับมือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงทำเนียบขาว ตามมาด้วยนักลงทุนญี่ปุ่นระลอกใหม่ที่สนใจลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี ยังไม่รวมท่าทีเป็นบวกของประเทศอื่นๆ ที่จะตามมา
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
ช่วงที่ผ่านมากระแสการยอมรับรัฐบาล คสช.ของประเทศตะวันตกต่างทยอยรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับไทย หลังจากปฏิเสธการเข้ามาของรัฐบาล ซึ่งมาจากการปฏิวัติ เริ่มจากเดือน ต.ค. ที่นายกรัฐมนตรีบินไปจับมือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงทำเนียบขาว ตามมาด้วยนักลงทุนญี่ปุ่นระลอกใหม่ที่สนใจลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี ยังไม่รวมท่าทีเป็นบวกของประเทศอื่นๆ ที่จะตามมา
ล่าสุดหมาดๆ รมว.ต่างประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู มีมติปรับความสัมพันธ์ด้านการเมือง-การค้ากับไทยใหม่หลังชะงักไปตั้งแต่ปี 2557 เป็นข่าวดีของไทย ซึ่งที่ถูกควรจะเป็นข่าวดีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะประเทศพี่เบิ้มประชาธิปไตยเหล่านี้ปฏิเสธไม่คบหาสมาคมกับ คสช. ซึ่งถูกฝ่ายตรงข้ามมักใช้เป็นข้ออ้างว่า คสช.ไม่มีความชอบธรรม ที่ผ่านมาอียู เล่นงานไทยหนักเมื่อเทียบกับสหรัฐ ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ดูจะเอาใจไทย เพราะแกไม่ค่อยแคร์เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่าใดนัก
การฟื้นความสัมพันธ์ของอียูในทางเศรษฐกิจเป็นผลดีต่อไทย เพราะมูลค่าการส่งออกปีนี้คงประมาณ 2.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่รวมกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นคู่ค้าส่งออกอันดับ 3 ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลเขาไม่อยากค้าขายกับไทย แต่ผลกระทบด้าน ส่งออกไทยไปอียูโดยรวมกลับไม่กระทบมากนัก ในปี 2560 อาจสูงสุดในรอบ 4 ปี ขยายตัวร้อยละ 8 ซึ่งสูงกว่าสหรัฐและญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป
เหตุผลสำคัญเพราะแต่ละประเทศในอียูระบบเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเอกภาพ สินค้าไทยเป็นที่ต้องการและไทยยังเป็นซัพพลายเชนฐานการผลิตที่สำคัญ ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าประเทศไทยผลิตและส่งออก อากาศยาน ส่วนประกอบของยานอวกาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบรถยนต์ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับผู้ผลิตในอียู เช่น ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และเบลเยียม เฉพาะ 6 ประเทศนี้มีสัดส่วนการส่งออกไปอียูถึงร้อยละ 81.5
ขณะเดียวกัน ไทยเป็นตลาดสำคัญของประเทศเหล่านี้ ปีนี้ตัวเลข นำเข้าจากอียูน่าจะมีมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ อัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.5 สัดส่วนการนำเข้าจะเป็นรองเพียงจีนและสหรัฐ เห็นได้ว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญของอียู เช่น เครื่องจักร เครื่องบิน รถยนต์จากเยอรมนีเป็นที่ชื่นชอบของคนกระเป๋าหนัก ที่แต่ละปีนำเข้าเป็นหลักพันล้านดอลลาร์ ยังไม่รวมพวกเครื่องสำอาง ยารักษาโรค สินค้าแฟชั่น-แบรนด์เนม อย่างเช่น นาฬิกาแพงๆ ยี่ห้อที่บิ๊กป้อมใส่จนเป็นเรื่องเป็นราว
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในอาเซียนเราเป็นประเทศซึ่งมีศักยภาพ มีกำลังซื้อสูง ฝรั่งพวกนี้ยังคงให้ความสำคัญ ที่ผ่านมา 3 ปีเศษ จีนเข้ามาคว้าสเต๊กดีๆ ไปหลายโครงการ เช่น รถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน ขณะเดียวกันการที่สหรัฐจับมือกับไทยคงทำให้สหภาพยุโรปอยู่นิ่งๆ ยึดแต่หลักการไม่ได้ อีกทั้งสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งเขาคงต้องเกาะเกี่ยวไม่ปล่อยให้เสียโอกาส การที่อียูหันกลับมาญาติดีครั้งนี้ เหตุผลสำคัญคือผลประโยชน์ล้วนๆ บวกแรงกดดันของภาคเอกชนของเขาเอง
สิ่งที่ไทยคงต้องใช้จังหวะนี้ด้วยการเร่งแก้ไขประเด็นที่เป็นอุปสรรค ซึ่งอียูให้ความสำคัญ เช่น ด้านการทบทวนสถานการณ์ละเมิดสิทธิพื้นฐานในด้านต่างๆ เช่น เสรีภาพสื่อ การแสดงออกของประชาชน แรงงานถูกกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นปลด ใบเหลืองไอยูยู (IUU Fishing) เกี่ยวกับประมงผิดกฎหมาย จากท่าที ไฟเขียวรื้อฟื้นความสัมพันธ์คงมีความเป็นไปได้สูงในการปลดล็อก
อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์คงต้องเร่งเจรจาการส่งไม้ยางพาราและเฟอร์นิเจอร์ที่ไทยถูกแบนมาหลายปี รวมทั้งฟื้นการเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งสะดุดไปหลายปี ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน ทั้งด้านส่งออกและการลงทุนในพื้นที่เปิดใหม่ เช่น อีอีซี รวมถึงการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรม 4.0 และรถยนต์ไฟฟ้าของค่ายรถยุโรป ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลก ตรงนี้จะชักช้าไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การฟื้นความสัมพันธ์ของอียูอยู่ภายใต้กรอบเงื่อนไขหลายประการ ประเด็นสำคัญคือ การคืนประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วน การจัดเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือตามโรดแมปปลายปีหน้า การเคารพสิทธิมนุษยชน ปลดล็อกพรรคการเมือง ซึ่งอียูย้ำว่ายังมีข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนด้านการเมืองของไทย สิทธิพลเมืองและเสรีภาพ ซึ่งอียูระบุว่าหลังรัฐประหารถูกลิดรอน โดยระบุว่าการปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับไทยคงเป็นไปแบบช้าๆ
ประเด็นคือ คสช.จะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งเป็นมติของ รมว.ต่างประเทศของสหภาพยุโรปได้มากน้อยเพียงใด เพราะเงื่อนไขที่หัวหน้า คสช.ออกมาย้ำโดยตลอดเกี่ยวกับการปลดล็อกการเมืองต้องอยู่บนเงื่อนไขสถานการณ์ความปลอดภัย-มั่นคง-สงบเรียบร้อยของประเทศและของ คสช. อีกทั้งกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้งเป็นการทำงานของ สนช. ซึ่งรัฐบาลออกตัวว่าเร่งรัดสั่งการใดๆ ไม่ได้
มีความพยายามของบางพรรคการเมืองและบางกลุ่มอยากให้มีการแก้กฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้ สส. ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง หากต้องถึงขั้นแก้รัฐธรรมนูญคงเป็นเรื่องใหญ่ ยังไม่รวมที่มีการจ้องหาเรื่องที่มาของ กกต. ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยให้โรดแมปเลือกตั้งอาจล่าช้า
ถึงตรงนี้โจทย์ของอียูเกี่ยวข้องกับการฟื้นความสัมพันธ์การเมืองกับไทยบนพื้นฐานต้องเลือกตั้งและคืนประชาธิปไตยเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ขณะที่โจทย์ของ คสช.เกี่ยวข้องกับความมั่นคงล้วนๆ เพราะที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การค้ากับอียูที่ผ่านมาแทบไม่กระทบ การเลือกตั้งของ คสช.มีโรดแมปชัดเจน แต่มีเงื่อนไขปัจจัยในประเทศต้องเรียบร้อย ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของอียู...เข้าใจไหมครับ n







