
ชี้ช่องปรับสีผังเมืองกทม.
ที่ปรึกษาด้านผังเมืองฯ ชงรัฐเปิดช่องให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำแผนใช้ที่ดินใหม่พร้อมเปลี่ยนสีในผังเมืองเอื้อลงทุนพัฒนาสอดรับเมืองโต
ที่ปรึกษาด้านผังเมืองฯ ชงรัฐเปิดช่องให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำแผนใช้ที่ดินใหม่พร้อมเปลี่ยนสีในผังเมืองเอื้อลงทุนพัฒนาสอดรับเมืองโต
นายนพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง เปิดเผยว่า จากการสำรวจการใช้ประโยชน์ที่ดินในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน พบว่ามีที่ดินที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าอีกเป็นจำนวนมาก โดยในส่วนที่ดินของหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่กว่า 7.4 หมื่นไร่ มีการใช้ประโยชน์ไปเพียงเกือบ 2.5 หมื่นไร่ ขณะที่ที่ราชพัสดุมีมากสุดถึง 3.8 หมื่นไร่ และยังมีที่ดินเหลืออีกมากที่จะนำมาพัฒนาได้
ทั้งนี้ หากแยกประเภทที่ดินตามผังเมืองรวมพบว่า ที่ดินประเภทสถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ (สีน้ำเงิน) มีพื้นที่ดินราว 4.2 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) มีพื้นที่อาคารราว 1.7 ตร.ม. และพบว่าอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (เอฟเออาร์) ยังต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 0.64
สำหรับประเภทที่ดินที่ใช้ประโยชน์สูงสุดคือ พาณิชยกรรม (พ.5) อยู่ที่ 2.77 ซึ่งความหนาแน่นยังต่ำหากเทียบกับมหานครทั่วโลกที่ต่ำสุดอยู่ที่ 5
อย่างไรก็ดี จากการที่เมืองมีการเปลี่ยนแปลง มีระบบขนส่งมวลชนทางรางเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและขยายตัวไปยังชานเมืองมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับที่ดินของหน่วยงานภาครัฐในหลายๆ พื้นที่ หากมีการนำพื้นที่ที่ว่างมาพัฒนาเชื่อมโยง กับสถานีย่อยของรถไฟฟ้าก็จะเพิ่มศักยภาพการใช้ที่ดินให้เกิดความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐควรมีการทบทวนการใช้ประโยชที่ดินเพื่อให้เกิดการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการเคหะสงเคราะห์ พื้นที่สาธารณะ รวมทั้งเพื่อการพาณิชย์ ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พีพีพี) ให้เอกชนพัฒนา ซึ่งหากเป็นแปลงที่ดินขนาดใหญ่ก็สามารถจัดทำแผนการพัฒนายื่นเสนอขอแก้ไขสีผังเมืองได้
นอกจากนี้ ย่านสถาบันราชการที่เกิดใหม่ เช่น ย่านรัฐสภาใหม่ ซึ่งมีระบบขนส่งมวลชนรองรับไว้แล้ว เป็นโอกาสของที่ดินโดยรอบจะพัฒนาเพิ่มศักยภาพพื้นที่มากขึ้น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีต้นทุนเรื่องของที่ดินอยู่แล้ว หากพัฒนาให้สอดคล้องกับเมืองที่เติบโตก็จะทำให้กรุงเทพฯ พลิกโฉม โดยภาครัฐควรทั้งควบคุมดูแล และสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯ







