
กกร.ชี้รัฐไม่ควรกดดันขึ้นค่าแรง
กกร.ชี้การพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำควรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคี รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง ชี้รัฐไม่ควรแทรกแซง ย้ำไม่เห็นด้วยปรับค่าแรงทั่วประเทศเท่ากันที่ 250บาท
กกร.ชี้การพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำควรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคี รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง ชี้รัฐไม่ควรแทรกแซง ย้ำไม่เห็นด้วยปรับค่าแรงทั่วประเทศเท่ากันที่ 250บาท
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เห็นว่าการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรดำเนินการโดยคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้าง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย รวมทั้งกกร.ไม่เห็นชอบกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และการกำหนดเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศที่ 250 บาท
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี โดยกำหนดขึ้นจากการพิจารณาปัจจัยหลักในด้านต่างๆ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และความสามารถของนายจ้าง และการกำหนดอัตราค่าจ้างจะเป็นไปตามสภาพของแต่ละภูมิภาคซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นอัตราเดียวกัน หรือปรับขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ
แหล่งข่าวจากกกร. กล่าวว่า กกร.เสนอให้คณะกรรมการไตรภาคีทำหน้าที่อย่างอิสระ รัฐบาลไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซง หรือชี้นำ เพื่อเป็นการกดดัน ซึ่งหากปรับขึ้นเป็น 250 ภาคธุรกิจก็คงจะอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้การจ้างงานสูง เช่น รองเท้า สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
ทั้งนี้ ตามปกติในแต่ละพื้นที่จะมีการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามความเหมาะของแต่ละจังหวัด โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไก ซึ่งคณะอนุกรรมการค่าแรงของแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการค่าแรงกลางเป็นผู้พิจารณา หากคณะกรรมไตรภาคีมีความเห็นให้ปรับขึ้นภาคเอกชนเองก็พร้อมที่จะดำเนินการตามอยู่แล้ว เพราะไม่สามารถต่อต้านได้
“ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคีทำงานอย่างอิสระ ไม่ควรจะมีการเข้าไปชี้นำ เพราะข้าราชการก็เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการชุดนี้ รัฐบาลต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าธุรกิจตาย ประชาชนก็ตายเหมือนกัน และในช่วงเวลาปกติก็มีการปรับขึ้นยู่แล้วตามความเหมาะสม” แหล่งข่าว กล่าว
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีข้อมูลทุกอย่างในการพิจารณาอยู่แล้ว ทุกฝ่ายจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ปล่อยให้คณะกรรมการชุดนี้ทำงานไป ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงแต่ละครั้งก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นพร้อมกันทุกจังหวัด และหากมีการปรับขึ้นผลกระทบของแต่ละจังหวัดก็ไม่เท่ากัน
สำหรับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2553 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ปี 2553 จากค่าแรงขั้นต่ำเดิมตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2551 โดยในรอบแรกปรับขึ้นทั้งหมด 71 จังหวัด ตั้งแต่ 1-8 บาท จังหวัดที่ปรับขึ้นน้อยที่สุด 1 บาท เช่น น่าน จาก 151 บาท เป็น 152 บาท พิจิตรจาก 150 บาท เป็น 151 บาท เป็นต้น ส่วนจังหวัดที่ปรับเพิ่มขึ้น 8 บาท คือ พระนครศรีอยุธยา จาก 173 บาท เป็น 181 บาท ส่วนกรุงเทพฯ ปรับขึ้น 3 บาท จาก 203 บาท เป็น 206 บาท
ขณะที่การเสนอปรับขึ้นรอบ 2 มี 5 จังหวัด มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2553 ประกอบด้วย สุโขทัย เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี เพชรบูรณ์ โดยปรับขึ้น 2-3 บาท







