
ตั้งวงแก้สินค้าเกษตร
"สนธิรัตน์" นัด รมว.เกษตรฯ 22 ธ.ค.นี้ วางแผนแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร ด้าน "สมคิด" เตรียมมอบนโยบายพาณิชย์ 20 ธ.ค.
"สนธิรัตน์" นัด รมว.เกษตรฯ 22 ธ.ค.นี้ วางแผนแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร ด้าน "สมคิด" เตรียมมอบนโยบายพาณิชย์ 20 ธ.ค.
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ธ.ค. 2560 จะเชิญ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาหารือเพื่อร่วมกันบูรณาการทำงานแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรแบบครบวงจรเป็นครั้งแรก โดยจะเน้นการประสานความร่วมมือตั้งแต่การเพาะปลูก การพัฒนาพันธุ์ การผลิต การแปรรูป การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสินค้าเกษตรสำคัญที่ต้องดูแล เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และผลไม้ เป็นต้น
"ปัจจุบันทั้งสองหน่วยงานมีเจ้าหน้าที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ โดยกระทรวงพาณิชย์มีพาณิชย์จังหวัด ขณะที่กระทรวงเกษตรมีเกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด และมีความใกล้ชิดเกษตรกร มีข้อมูลที่เกี่ยวกับสินค้าเกษตรอยู่ในมืออยู่แล้ว ซึ่งจะหารือกับ รมว.เกษตรฯ เพื่อมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน ป้องกันปัญหาต่างคนต่างแก้ และเป็นสาเหตุให้การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรไม่ได้ผล จึงเป็นที่มาของการนัดประชุมร่วมดังกล่าว" นายสนธิรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าเมื่อมีการร่วมมือกันทำงานระหว่างทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานด้านการผลิตและกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานด้านการตลาด จะสามารถผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น ไม่มีปัญหาด้านราคาตกต่ำ และทำให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 ธ.ค. 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมายังกระทรวงพาณิชย์เพื่อติดตามการทำงานและมอบนโยบายการทำงาน โดยกระทรวงอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลที่จะนำเสนอต่อนายสมคิด โดยเฉพาะแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แผนการช่วยเหลือค่าครองชีพ และแผนการผลักดันการส่งออกปี 2561
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าราคาผลปาล์มสด หรือปาล์มทะลาย ขณะนี้ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคารับซื้อปาล์มทะลายบางจังหวัด ณ ลานเท หรือจุดรวบรวมเพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เช่น จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง และนครศรีธรรมราช เฉลี่ย 2.70-2.90 บาท/กิโลกรัม (กก.)
สำหรับราคาขายลานเทเป็นราคาซื้อขายจริงที่เกษตรกรส่วนใหญ่ขายได้ เพราะชาวสวนปาล์มส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่บรรทุกผลผลิตไปขายหน้าโรงงาน จึงนิยมขายให้กับลานเทที่กระจายอยู่ทั่วไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อลานเทรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรนำไปขายที่โรงงานแล้ว โรงงานจะเพิ่มค่าขนส่งให้อีกประมาณ กก.ละ 30 สตางค์ ทำให้ราคารับซื้อ ณ หน้าโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 3-3.30 บาท
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในต้นปี 2561 โดยราคาผลปาล์มสดที่เกษตรกรขายได้น่าจะปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มที่มีสูงถึง 5.19 แสนตัน ซึ่งมีในสต๊อกมากเกินระดับปกติที่ 2-3 แสนตัน โดยขณะนี้ทางผู้ส่งออกได้รายงานแผนการส่งออกน้ำมันปาล์มว่าในช่วงเดือน ธ.ค. 2560-ม.ค. 2561 จะส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 1.3 แสนตัน และในเดือน ก.พ. อีก 7 หมื่นตัน รวมเป็น 2 แสนตัน ตามเป้าหมายการผลักดันส่งออก
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังได้ร่วมมือที่จะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มออกจากสต๊อก โดยรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซล 1 แสนตัน และเร่งเพิ่มกำลังการผลิตไบโอดีเซลให้เต็มศักยภาพที่จะช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากสต๊อกได้อีก 5 หมื่นตัน ซึ่งทั้งสองมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะผลักดันราคาให้ผลปาล์มดิบที่ เกษตรกรขายได้มีราคาสูงขึ้น
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำนั้น ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันล้นสต๊อกอยู่ โดยได้เร่งรัดผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งจะสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกการส่งออก เช่น การขนส่งน้ำมันปาล์มและเรือในการส่งออก และให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หารือกับเกษตรกรและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม กำหนดแนวทางการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับราคาที่ดีขึ้น เน้นการผลิตปาล์มคุณภาพ
ปัจจุบันราคาผลปาล์มทะลายเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% อยู่ที่ 3.2-3.3 บาท/กก. และน้ำมันปาล์มดิบ 19 บาท/กก. ปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากผลผลิตผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น







