posttoday
ใช้โบนัส... อย่างคุ้มค่า

ใช้โบนัส... อย่างคุ้มค่า

06 ธันวาคม 2560

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ช่วงใกล้สิ้นปีมนุษย์เงินเดือนก็แอบลุ้น "เงินโบนัส" จะได้เท่าไร คนที่ไม่ได้โบนัสก็หน้าแห้งกันไป แต่คนที่ได้เงินโบนัสก็คงต้องเริ่มคิดแล้วว่าเงินโบนัสออกแล้วจะเอาเงินไปทำอะไรดี สิ่งสำคัญจะต้องจัดความสำคัญการใช้เงิน

ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ช่วงใกล้สิ้นปีมนุษย์เงินเดือนก็แอบลุ้น "เงินโบนัส" จะได้เท่าไร คนที่ไม่ได้โบนัสก็หน้าแห้งกันไป แต่คนที่ได้เงินโบนัสก็คงต้องเริ่มคิดแล้วว่าเงินโบนัสออกแล้วจะเอาเงินไปทำอะไรดี สิ่งสำคัญจะต้องจัดความสำคัญการใช้เงิน

มาแชร์ "ไอเดีย" เอาเงินโบนัสไปทำอะไรดี

1.ปลดหนี้ ไม่ว่าจะหนี้นอกระบบ หนี้ในระบบ หนี้บัตรเครดิต หนี้รถ หนี้บ้าน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ทำให้ต่อไปเราจะได้มีสภาพคล่อง มีเงินก้อนใหม่ที่เก็บออม หรือเอาไปลงทุนต่อยอดได้อีก

2.แบ่งเป็นเงินออม เป็นเงินทุนสำรองเก็บไว้ยามฉุกเฉิน เช่น เจ็บป่วย รถเสีย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องกันเงินสำรองไว้ สักหน่อย เพราะหากมีอะไรฉุกเฉินจะต้องใช้เงินด่วน จะได้ไม่ต้องไม่กู้หนี้ยืมสิ้นมาอีก

3.แบ่งเงินไปลงทุน ที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ เช่น การลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซื้อกองทุน LTF/RMF ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ซื้อสลากออมสิน ดาวน์คอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยเช่า การนำเงินโบนัสไปลงทุนก็ถือว่าเป็นต่อยอดเงินให้งอกเงยขึ้น

4.การลงทุนพัฒนาตัวเอง เช่น การเรียนภาษาต่างประเทศ เรียนคอมพิวเตอร์ เพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเองก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

5.แบ่งเงินให้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ หรือคนในครอบครัว เพื่อเป็น ของขวัญปีใหม่ หรือพาครอบครัวไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แสดงความกตัญญูที่ท่านได้อบรมเลี้ยงดูเรามาหรือนำไปบริจาคช่วยเหลือสังคมบ้าง

6.ให้รางวัลตัวเองบ้าง วางแผนเดินทางไปท่องเที่ยว หรือซื้อของที่ตัวเองต้องการ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าทุ่มหมดตัวเลยนะ

ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรเงินอย่างไร ก็มีสูตรการบริหารจัดสรรเงินโบนัสกันง่ายๆ

แบ่งเงินโบนัสออกเป็น 4 ก้อนหลัก

30% ของโบนัสแบ่งออกมาเพื่อ โปะหนี้

30% ของโบนัสแบ่งออกมาเพื่อลงทุน

20% ของโบนัสแบ่งออกมาเพื่อออมยามฉุกเฉิน

20% ของโบนัสแบ่งออกมาเพื่อให้รางวัลตัวเอง

แหมพูดยังกับว่าได้ "โบนัสก้อนโต" คิดหนักเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องระดมสมองวางแผนกันขนาดนั้น แต่ก็ยังดีที่มีแผนการใช้โบนัสไว้ก่อนนะ ดีกว่าจะมารู้ตัวอีกที "เงินโบนัส" ก็หมดไปไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แอบมาส่องกันดูว่าใครได้โบนัสกันเท่าไร

จากผลสำรวจของบริษัท วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน (ประเทศไทย) บริษัท ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โบรกเกอร์ และโซลูชั่นชั้นนำระดับโลก ระบุว่าอัตราการจ่ายโบนัสในปี 2560 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 เดือน

ส่วนอัตราการขึ้นเงินเดือนในปี 2561 คาดปรับขึ้นเฉลี่ย 5.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2560 เพิ่มขึ้น 5.2%

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์จ่ายโบนัสสูงสุดเฉลี่ย 5.5 เดือน กลุ่มธุรกิจธนาคารและการเงิน ประกันชีวิต และอุตสาหกรรมทั่วไป จ่ายโบนัสเฉลี่ย 2.4 เดือน

ส่วนกลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ และกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงจ่ายโบนัสเฉลี่ย 2.3 เดือน กลุ่มผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และประกันภัยจ่ายโบนัสเฉลี่ย 1.8 เดือน

นี่ก็คงพอเป็นไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ให้สำหรับคนที่ได้ "โบนัส" ที่ถือว่าเป็นรางวัลของการทำงาน แต่ถ้าใครไม่ได้โบนัสก็ต้องสู้กันต่อไป อย่างน้อยยังมีงานทำมี เงินเดือนอยู่

เริ่มต้นปีด้วยการบริหารเงินโบนัสง่ายๆ ต่อไปช่วยขยับการบริหารเงิน แค่นี้ก็บริหารเงินโบนัสได้อย่างคุ้มค่าแล้ว "คิดก่อนใช้" ไม่ใช่ "ใช้ก่อนคิด"

และถ้าเงินโบนัสไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เราตั้งใจไว้ ก็ยังมีสเต็ปสองวางแผนเก็บหอมรอมริบ เก็บไว้ก่อนหรือลงทุน เพื่อยามที่เราไม่ความพร้อมมากกว่านี้ อย่างน้อยการมีแผนก็ชัยไปว่าครึ่งแล้ว ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับการใช้ "โบนัส" ปีนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่มีคำถามมาเยอะว่า ได้เงิน "โบนัส" แล้ว จะซื้อของขวัญ อะไรดี ไม่ว่าจะเป็นของขวัญสำหรับตัวเอง หรือจะมอบเป็นของขวัญให้กับเพื่อน ลูกหลาน พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่

ใกล้จะปีใหม่แล้ว มาเตรียมคิดกันว่าซื้อของขวัญอะไรดี คนส่วนใหญ่ก็จะคิดง่ายๆ ซื้อข้าวของเครื่องใช้ ขนมนมเนย กระเช้าของขวัญ ใช้แล้วก็หมดไป

ปีนี้เปลี่ยนมาให้ "ของขวัญสร้างมูลค่าเพิ่ม" ดีกว่าไหม

1.กองทุนรวม บริษัทบางแห่งก็ให้กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นของขวัญปีใหม่แก่พนักงาน นอกจากเป็นสินน้ำใจแล้วยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ บางคนก็ซื้อกองทุนให้ลูกหลานเป็นของขวัญรับเด็กแรกเกิดเก็บไว้เป็นเงินทุนตอนโต

2.สลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. ถือเป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่งน่าสนใจ แถมมีสิทธิลุ้นรางวัลเงินล้าน ขาดเหลือเงิน ก็ยังสามารถที่จะนำไปเป็นหลักทรัพย์ ค้ำประกันได้

3.เปิดบัญชีเงินฝาก เป็นของขวัญที่เหมาะกับคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เช่น พ่อแม่เปิดบัญชีเงินฝากให้ลูก หรือลุงป้าน้าอาเปิดบัญชีเงิน ฝากให้หลาน ถือว่าเป็นเงินขวัญถุง

4.ทองคำ เป็นของขวัญในโอกาสพิเศษได้เสมอ ซึ่งการซื้อทองรูปพรรณ ทองแท่ง ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะถือเป็นของขวัญที่เพิ่มมูลค่าได้และถือว่าเป็นของมงคล

5.หนังสือที่ให้ความรู้ ช่วยเพิ่มอาหารสมองให้แก่ผู้รับของขวัญ จึงเป็นของขวัญที่มีคุณค่า

ปีใหม่นี้ก็ลองมาคิดหาไอเดียใหม่ๆ หา "ของขวัญ" ที่สร้างมูลค่าเพิ่มกันดีกว่า

ง่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้เราใช้ "โบนัส" อย่างคุ้มค่า และซื้อของขวัญที่สร้างมูลค่า ดีต่อใจกันแล้ว

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน