
ตีโจทย์เพิ่มคนมั่งคั่ง รัฐทำได้ถ้าไปถูกทิศ
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ ข่าวดีของไทย เมื่อธนาคารโลกจัดทำรายงานแนวโน้มการเติบโตแบบมีส่วนร่วมของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในระยะยาว จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ข้ามพ้นความยากจนและกำลังก้าวไปสู่ประเทศที่มีความมั่งคั่ง 20 ปีก่อน แต่ความท้าทายคือ ก้าวต่อจากนี้จะทำอย่างไรให้ความมั่งคั่งทั่วถึง ไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆ ที่มั่งคั่งแล้วทำให้ภาพรวมดูดี เพราะที่ผ่านมาสัดส่วนคนไทยที่รวย 1% ของประเทศ ก็ยังครอบครองสินทรัพย์ถึง 50% ของประเทศ ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูง หากปล่อยไว้ช่องว่างระหว่างคนที่มั่งคั่งและคนที่ยากจนก็จะถ่างขึ้นทุกที
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ข่าวดีของไทย เมื่อธนาคารโลกจัดทำรายงานแนวโน้มการเติบโตแบบมีส่วนร่วมของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในระยะยาว จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ข้ามพ้นความยากจนและกำลังก้าวไปสู่ประเทศที่มีความมั่งคั่ง 20 ปีก่อน แต่ความท้าทายคือ ก้าวต่อจากนี้จะทำอย่างไรให้ความมั่งคั่งทั่วถึง ไม่ใช่แค่กลุ่มเล็กๆ ที่มั่งคั่งแล้วทำให้ภาพรวมดูดี เพราะที่ผ่านมาสัดส่วนคนไทยที่รวย 1% ของประเทศ ก็ยังครอบครองสินทรัพย์ถึง 50% ของประเทศ ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูง หากปล่อยไว้ช่องว่างระหว่างคนที่มั่งคั่งและคนที่ยากจนก็จะถ่างขึ้นทุกที
ประเด็นสำคัญ อันดับแรกเพื่อสร้างความมั่งคั่งถ้วนหน้าก็คือ "โอกาส" ที่ผ่านมาการเข้าถึงโอกาสของคนที่รวยและคนที่ยากจนต่างกันชัดเจนมาก คนรวยมีโอกาส เข้าถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ระบบสาธารณสุขที่ดี ในขณะที่คนจนเอื้อมมือไปคว้าโอกาสนี้ไม่ถึง เพราะสิ่งเหล่านี้ราคาเกินเอื้อม และกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ แม้รัฐจะมีโครงการสนับสนุนการศึกษา หรือการเข้าถึงระบบสาธารณสุข แต่สิ่งเหล่านี้มีคุณภาพดีแล้วจริงหรือ?
ปัญหาสำคัญที่ทำให้โอกาสดีๆ และคนที่ยังยากจนไม่เจอกันนั้น ก็คือ การสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ผ่านมาในการจัดทำงบประมาณแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดๆ ก็ตามแต่ มักจะเทไปยังพื้นที่เมืองใหญ่ก่อน หากเป็นไปได้รัฐก็ต้องแก้ที่วิธีการแบ่งสรรงบประมาณที่ต้องทั่วถึงทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม อย่ามองเพียงว่าพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ให้งบประมาณไปแล้วเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าพื้นที่ที่เจริญแล้วหรือมีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจสูง เพราะถ้ามองเช่นนี้ ความเหลื่อมล้ำก็ไม่มีแคบลงได้
ขณะที่องค์กรเอกชนใหญ่ๆ หรือคนที่รวยอยู่แล้วก็มีส่วนร่วมช่วยให้คนที่ขาดโอกาสได้รับโอกาสนั้นได้เช่นกัน ผ่านการจัดทำโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ เพราะกิจกรรมเพื่อสังคมไม่จำเป็นต้องจำกัดวงอยู่แค่การปลูกป่า การนำงบประมาณที่บริษัทมีไปช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ห่างไกลก็เป็นเรื่องที่ควรทำ อย่ามองว่าแค่เงินหยิบมือเดียวขององค์กรจะมีอานุภาพไปเปลี่ยนสังคมได้อย่างไร เพราะเรื่องบางเรื่องเปลี่ยนได้ด้วยงบประมาณ ไม่สูง เช่น การทำโครงการเข้าไปให้ความรู้ หรือทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการหารายได้ แนะนำอาชีพ มองหาจุดขายในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือด้วยการแนะแนวให้คนในท้องถิ่นลงมือทำเอง
ชูเดีย แชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ธนาคารโลก ให้ความเห็นตรงจุดว่า ก้าวต่อไปของภูมิภาคนี้ต้องมั่นใจว่าไม่ใช่แค่ประเทศ มีเศรษฐกิจเติบโตขึ้น มั่งคั่งมากขึ้น แต่ต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนด้วย โดยต้องทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ทั่วถึง ให้คนเข้าถึงการศึกษาที่ดี เพื่อเข้าถึงงานที่ดี มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่มีระดับรายได้แตกต่างกันในการเข้าถึงบริการทางการเงิน
นอกจากนี้ ต้องมีระบบปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น มีระบบสนับสนุนทำให้คนรายได้น้อย มีโอกาสสร้างรายได้เติบโตเร็วขึ้นเท่าเทียมหรือมากกว่ากลุ่มอื่น มีระบบประกันสังคม ที่เข้มแข็ง เพิ่มความทนทานกับ ภาวะภัยพิบัติธรรมชาติได้ดีกว่านี้ ผ่านการวางแผนรับมือดีขึ้น มีระบบประกันภัยช่วยให้คนฟื้นตัวหลังภัยพิบัติได้
อีกประการคือ ต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจครอบคลุมในวงกว้าง สร้างความเสมอภาคในการแข่งขัน ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น และต้องวางแผนรับมือสังคมผู้สูงอายุอย่างดี เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอาจจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงได้ถ้าไม่เตรียมพร้อม โดยสิ่งที่ต้องทำคือยกระดับทักษะคนทำงาน ปรับปรุงระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น และปรับปรุงให้คนทุกชนชั้นเข้าถึงระบบบริการ โครงสร้างขั้นพื้นฐานที่ดีได้อย่างเท่าเทียม
ทางด้าน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า คนที่มีความมั่งคั่งยังกระจุกตัว ความเจริญยังกระจุกตัวในพื้นที่เขตอุตสาหกรรม ใกล้ท่าเรือ สอดคล้องกับที่ไทยเน้น ผลักดันการส่งออก ให้น้ำหนัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตด้วยภาคอุตสาหกรรม
หากไทยต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตส่งผลทั่วถึงคนในวงกว้าง ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการพัฒนาประเทศ ให้น้ำหนักที่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจกระจายพื้นที่ได้ทั่วถึงกว่า ตัวอย่างคือ อินเดีย ที่เป็นคอลเซ็นเตอร์ของโลก นั่งอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่ต้องเฉพาะที่ท่าเรือ ส่วนไทยจะพัฒนาด้วยการท่องเที่ยวก็ได้ ความเจริญก็จะกระจายได้ทุกที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยว
"ปัจจุบัน การท่องเที่ยวยังกระจุกตัวไม่กี่จังหวัด การกระจายตัวทางเศรษฐกิจจึงไม่ถึงจังหวัดที่เหลือ รัฐควรส่งเสริมให้เกิดการกระจายตัวด้านท่องเที่ยวทั่วถึงทุกจังหวัด ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อภาคบริการ เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเข้าถึงบริการการเงินนอกกรุงเทพฯ มีระบบขนส่งมวลชนทั่วถึง เพราะที่ผ่านมาแม้มีแผนลงทุนรถไฟความเร็วสูง แต่รองรับเขตอุตสาหกรรมเท่านั้น" สมชัย กล่าว
เมื่อภาคบริการคือส่วนสำคัญช่วยกระจายรายได้ส่งถึงคนในประเทศทั่วถึง โจทย์นี้รัฐทำได้ด้วยการให้น้ำหนักพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อภาคบริการให้ทั่วถึงขึ้น โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่จังหวัดท่องเที่ยวหลักเดิมที่มี ส่วนเอกชนก็เข้ามา สนับสนุนคนเข้าถึงโอกาสในสังคมเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งได้ผ่านการเดินโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องนี้เริ่มได้ทันทีและเห็นผลไวด้วย
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่แผนการช่วยเหลือการท่องเที่ยวของกระทรวงการคลัง ที่จะออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการในปีหน้า จะหันมาเน้นที่การท่องเที่ยวชุมชน และแผนช่วยเหลือคนจนรอบที่ 2 ของรัฐบาล ก็จะเน้นการสร้างงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภูมิภาค ซึ่งล้วนแต่เป็นความพยายามจะกระจายความเจริญของเศรษฐกิจออกมาจากส่วนกลางทั้งสิ้น
สิ่งที่รัฐบาลจะทำล้วนเป็นนโยบายที่ดีและถูกต้อง แต่ผลจะออกมา สำเร็จตามที่ตั้งใจหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป n







