
เหตุผลในการปรับคณะรัฐมนตรี (จบ)
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒนเชอร์ชิลเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกองทัพเรือ เมื่อเดือน ต.ค. 1911 จึงมีเวลาเกือบ 3 ปีเต็ม ในการปรับปรุงกองทัพเรือก่อนที่อังกฤษจะประกาศสงครามกับเยอรมนีในเดือน ส.ค. 1914 เชอร์ชิลทำงานไปพร้อมประกาศเจตนารมณ์ให้ฝ่ายเยอรมนีรับรู้อย่างชัดเจน ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ไคลไซด์ เมื่อปี 1912 เชอร์ชิลเตือนเยอรมนีว่าอังกฤษจะไม่ยอมอ่อนข้อในความเป็นเจ้าทะเลให้แก่ใครเป็นอันขาด "กำลังทางเรือของเราหมายถึงการดำรงอยู่ของอังกฤษ ทัพเรือของอังกฤษก็คือชีวิตของชาติ และเราต้องการขยายชีวิตของชาติให้มั่นคงต่อไป..."
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
เชอร์ชิลเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกองทัพเรือ เมื่อเดือน ต.ค. 1911 จึงมีเวลาเกือบ 3 ปีเต็ม ในการปรับปรุงกองทัพเรือก่อนที่อังกฤษจะประกาศสงครามกับเยอรมนีในเดือน ส.ค. 1914 เชอร์ชิลทำงานไปพร้อมประกาศเจตนารมณ์ให้ฝ่ายเยอรมนีรับรู้อย่างชัดเจน ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ไคลไซด์ เมื่อปี 1912 เชอร์ชิลเตือนเยอรมนีว่าอังกฤษจะไม่ยอมอ่อนข้อในความเป็นเจ้าทะเลให้แก่ใครเป็นอันขาด "กำลังทางเรือของเราหมายถึงการดำรงอยู่ของอังกฤษ ทัพเรือของอังกฤษก็คือชีวิตของชาติ และเราต้องการขยายชีวิตของชาติให้มั่นคงต่อไป..."
เชอร์ชิลเป็นฝ่ายที่มุ่งมั่นให้อังกฤษพร้อมรบ ขณะที่ในคณะรัฐมนตรียังให้ความสนใจกับปัญหาภายในของประเทศมากกว่า เพียง 2-3 สัปดาห์ก่อนมหาสงครามจะระเบิดขึ้น อังกฤษยังคงสนใจกับปัญหาไอร์แลนด์ และหวังจะรักษาสันติภาพในยุโรปไว้ได้
ภาวะผู้นำ ความห้าวหาญ และความมุทะลุดุดันของเชอร์ชิล บ่อยครั้งที่แยกกันไม่ออก เมื่อเหตุการณ์คับขันสงครามโลกใกล้จะระเบิด เชอร์ชิลได้รับการสนับสนุนจากลอร์ดหลุยส์เมาแบตเตน ผู้บัญชาการกองทัพเรือให้กองทัพเรือเตรียมพร้อม เชอร์ชิลออกคำสั่งให้กองทัพเรือเคลื่อนขบวนไปประจำสถานีรบโดยคณะรัฐมนตรียังไม่มีมติ แม้เมื่อเยอรมนีประกาศสงครามกับรัสเซียแล้ว คณะรัฐมนตรี ก็ยังไม่ตัดสินใจ เชอร์ชิลจึงไปพบนายกรัฐมนตรีแจ้งการตัดสินใจจะสั่งการกองทัพเรือโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากฝ่ายตรงข้ามในคณะรัฐมนตรี
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เชอร์ชิลแจ้งว่า "ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบส่วนตัวอย่างเต็มที่ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเช้าพรุ่งนี้" และออกคำสั่งชุมนุมพลโดย ยังไม่มีอำนาจตามกฎหมายหนุนหลัง จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากนั้น 24 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีก็อนุมัติเห็นชอบกับการสั่งการของเชอร์ชิล
นอกจากต้องทำศึกในสนามรบแล้ว เชอร์ชิลต้องเผชิญศึกหนักในเวทีการเมืองของอังกฤษเอง ในสนามรบ เชอร์ชิลตัดสินใจนำลอร์ดฟิสเชอร์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือวัย 75 ปี ผู้มีลักษณะผู้นำเช่นเดียวกับตนกลับมาเป็นผู้นำกองทัพ ทั้งๆ ที่มีผู้คัดค้านจำนวนมาก เชอร์ชิลให้เหตุผลในภายหลังว่า "ไม่มีใครจะสามารถเอาความมุ่งมั่นเตรียมรบมาแปลเป็นการดำเนินการได้เหมือนฟิสเชอร์ ฟิสเชอร์มาพร้อมกับชีพจรใหม่ และความเข้าใจอย่างใหม่ ฟิสเชอร์วางโครงการอย่างกว้างขวางในการสร้างเรือรบขึ้นทุกชนิด ทั้งคิดออกแบบเรือใหม่ และปรับปรุงเรือเก่า น้อยนักจะมีวันที่ล่วงไปเปล่าโดยฟิสเชอร์ มิได้นำความคิดใหม่มาเสนอข้าพเจ้า..."
การตัดสินใจแต่งตั้งฟิสเชอร์ นำ เชอร์ชิลไปสู่วิกฤตถึงขั้นต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกองทัพเรือ แม้เชอร์ชิลจะ "จัดระบบ" การทำงานให้ "เข้า" กับฟิสเชอร์ โดยฟิสเชอร์เป็นคนตื่นเช้า และสมองจะเหนื่อยล้าตอนเย็น เชอร์ชิลจึงปรับตัวเข้าไปนั่งบัญชาการ ณ ที่ทำการกองทัพเรือในเวลาที่ฟิสเชอร์นอน
แต่ก็เกิดการขัดแย้งกันรุนแรงในการตัดสินใจรบที่ช่องแคบดาร์ดะเนลส์ ฟิสเชอร์ไม่เห็นด้วยกับเชอร์ชิลอย่างรุนแรง และลาออกกะทันหัน ในช่วงที่ความไม่พอใจของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามของเชอร์ชิลรุนแรงขึ้นระดับสูง มีการออกข่าวโจมตี "ความผิดพลาด" ในการรบของเชอร์ชิลหลายกรณี ในที่สุดนายกรัฐมนตรีแอสควิธก็ขอให้ เชอร์ชิลลาออก เชอร์ชิลไม่มีโอกาสแม้แต่จะเสนอบุคคลที่มารับตำแหน่งแทนตน
เชอร์ชิลกลับสู่กองทัพ ไปรับยศ พันตรีในกองพันทหารเล็กๆ กองหนึ่งในฝรั่งเศส เชอร์ชิลคลุกคลีกับทหารและรบอย่างกล้าหาญจนบางครั้งสุ่มเสี่ยง ต่อมากองพันนั้นถูกยุบไปรวมผสมกับกองอื่น เชอร์ชิลเป็นผู้บังคับการชั้น ผู้น้อยต้องถูกปลด เชอร์ชิลจึงขอลาออกจากกองทัพกลับเข้าสู่วงการเมือง หลังจากนั้นอีกปีเศษเชอร์ชิลก็กลับได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการดินปืน เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 1917
ผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกองทัพเรือของเชอร์ชิลคือ การสร้าง "เรือบก" ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นรถถังซึ่งมีอานุภาพจนสามารถชี้ขาดผลการรบ
เชอร์ชิลสนับสนุนความคิดสร้าง "เรือบก" ตั้งแต่ปี 1914 ซึ่งเป็นปีเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มจากที่กองพลเรือใช้รถรบหุ้มเกราะในการรบที่เบลเยียม สามารถผจญอุปสรรคในการข้ามท้องร่องและ ลูกระเบิด จึงเกิดความคิดที่จะปรับปรุงรถนั้น เชอร์ชิลหารือเรื่องนี้กับนายพลเรือเมอร์เรย์ ชูเตอร์ เจ้ากรมอากาศยานนาวี ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องจักรแบบ รถแทรกเตอร์ และพัฒนาต่อเป็น "รถแท็งก์" มีการประชุมในห้องนอนของรัฐมนตรีว่าการกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 1915 ที่ต้องประชุมในห้องนอนเพราะเชอร์ชิลป่วย ตกลงตั้งคณะกรรมการมีเซอร์เดนนิสัน เดออีนคอร์ตนายช่างใหญ่กระทรวงทัพเรือเป็นประธาน ตกลงสร้าง "เรือบก" ให้สามารถปีนขึ้นมูลดินสูง 4 ฟุตครึ่งได้ ข้ามสนามเพลาะกว้าง 5 ฟุตครึ่งได้ เดินในดินเหลวและทำลายแนวลวดหนามได้ เชอร์ชิลสั่งให้สร้างเรือบกชนิดนี้ 18 คันทันที โดยไม่ได้แจ้งให้สภาราชนาวีและสภาการทหารบกทราบ โดยเวลานั้นทางผู้ชำนาญการในกองทัพบก ยังมองเรือนี้เป็นเรื่องตลก และเรียก เรือบกนั้นว่า "ความเขลาของวิลลี่"
โครงการของเชอร์ชิลต้องใช้เงินถึง 7 หมื่นปอนด์ ซึ่งผลที่สุดไม่ได้รับอนุมัติเลย เมื่อเชอร์ชิลออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีบิลโฟร์ซึ่งมารับตำแหน่งแทนได้สั่งตัดโครงการให้เหลือคันเดียว แต่เพียงคันเดียวก็นำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างยุทโธปกรณ์สำคัญที่ทำให้ข้าศึกพ่ายแพ้
เมื่อรถต้นแบบสร้างสำเร็จได้ผลดี มีการสร้างเพิ่มเป็น 150 คัน ตั้งเป็น กองปืนกลหนักพิเศษ คณะอนุกรรมการแห่งคณะกรรมการป้องกันชาติเสนอให้เรียกชื่อว่า "แท็งก์" (Tank) ซึ่งหมายถึง "ถังน้ำขนาดใหญ่" เพื่ออำพรางอาวุธชนิดใหม่นี้
เมื่อกองทัพจะนำกองทัพรถถังออกรบครั้งแรก เชอร์ชิลขณะนั้นอยู่นอกวงการแล้ว มีความห่วงใย จึงไปพบ นายกฯ แอสควิธ ให้ชะลอไว้ก่อนอย่าเพิ่งให้เยอรมนีเห็นรอให้สร้างอาวุธจนมากพอเสียก่อน แต่กองทัพบกไม่รอ นำเข้าสู่ยุทธภูมิที่ลุ่มน้ำซอมม์และประสบผลสำเร็จตามคาด
การรบต่อมาที่คัมไบร์ มีรถถัง 378 คัน รถถังช่วยรบ 98 คัน ฝ่ายเยอรมนีพ่ายแพ้ถูกจับเป็นเชลยถึง 1 หมื่นคน จากนั้นมารถถังก็เป็นอาวุธเด็ดขาดในการรบ ลูเดนดอร์ฟนายทหารฝ่ายเยอรมนีบันทึกไว้ว่า "รถถังได้พุ่งออกมาจากกลุ่มควันเป็นจำนวนมากอย่างฉับพลัน ทหารของเราเสียขวัญหมดกำลังใจทันที ขบวนรถได้หักแนวสำคัญของเราเข้ามา และเบิกทางให้ทหารราบติดตามทำลายด้านหลังของเราจนทหารของเราไม่อยู่ในความบังคับบัญชาที่จะทำการรบต่อไปได้" n







