
ส่อเลื่อนทีโออาร์ฯก๊าซ
รมว.พลังงาน เดินหน้าเร่งเคลียร์ประเด็นต่อต้านทางสังคมก่อนเปิดประมูลแหล่งสัมปทาน-โรงไฟฟ้าถ่านหิน
รมว.พลังงาน เดินหน้าเร่งเคลียร์ประเด็นต่อต้านทางสังคมก่อนเปิดประมูลแหล่งสัมปทาน-โรงไฟฟ้าถ่านหิน
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตกผลึกนโยบายต่างๆ ของกระทรวงที่ยังเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยงจะเกิดปัญหาต่อสังคม เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะการเปิดประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียม คือ แหล่งเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566 ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน และยืนยันว่าจะต้อง เกิดขึ้นภายในปี 2561 แน่นอน
"ร่างขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) เปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจและผลิต 2 แหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ จะยังไม่เกิดขึ้น ถ้าประเด็นรายละเอียดต่างๆ ยังไม่ชัดเจน เพราะจะทำให้สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต ดังนั้นหากยังมีปัญหาในประเด็นที่สังคมเคลือบแคลง ก็คงยังไม่มีทีโออาร์ จนกว่าจะมีผลศึกษาที่สร้างความชัดเจนก่อน จึงจะดำเนินการควบคู่กับการเตรียมเปิดสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมรอบใหม่ด้วย" นายศิริ กล่าว
สำหรับความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ที่กำลังมีการทบทวนใหม่นั้น มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากแผนเดิมคือ พีดีพี 2015 อาจมีบางอย่างที่เทคโนโลยีล้าหลังไม่ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ซึ่งขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำลังศึกษาและทบทวนใหม่ในทุกๆ ด้านทั้งความต้องการไฟฟ้า (ดีมานด์) และการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า (โหลด ฟอร์แคสต์)
นอกจากนี้ ได้มอบให้ 3 การไฟฟ้าตรวจสอบเรื่องระบบส่ง และหาทางแก้ไขปัญหาการไหลย้อนกลับของระบบไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาระบบไมโครกริด และ สมาร์ทกริดในพื้นที่นำร่องให้สมบูรณ์ ก่อนจะเดินหน้าพัฒนาไปยังพื้นที่อื่นๆ ตลอดจนศึกษาการเพิ่มพลังงานทดแทนเป็นรายภูมิภาคควบคู่ไปกับแผนอนุรักษ์พลังงาน และเพิ่มเครื่องมือในการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าในอนาคตด้วยที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัย โดยให้สรุปแผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เสร็จภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า
นายศิริ กล่าวว่า นอกจากนี้กรณีของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จ.กระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพีดีพี 2015 นั้น เบื้องต้นต้องสร้างความชัดเจนโดยเร็ว โดยสั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะที่มีข้อมูลด้านความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ต้องประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในพื้นที่ทั่วไปทราบอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยชี้แจงว่าโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าใหม่ เพราะเดิมมีโรงไฟฟ้าอยู่เดิมแล้ว แต่จะเป็นการสร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม
"กระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตมากก็เป็นส่วนที่ต้องพิจารณา การนำประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมุมเดียวมาคิด ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง ต้องดูความปลอดภัยในความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย การสร้างความมั่นคงทางด้านไฟฟ้า ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวต้องมีแน่นอน แต่ด้าน เชื้อเพลิงจะเป็นอะไร ซึ่งเราจะเร่งนำมาหารือให้ตกผลึกให้เสร็จก่อน 3 เดือน" นายศิริ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ถึงการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบ เพื่อลดปัญหาสต๊อกส่วนเกิน 5.4 แสนตันนั้นทางกระทรวงพลังงานพร้อมที่จะผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บี7 ให้เพิ่มขึ้น เพื่อดูดซับปริมาณสต๊อกปาล์มส่วนเกินให้ได้ 1 แสนตัน ภายใน 1-2 เดือนนี้







