
เมียนมาเนื้อหอมต่างชาติหอบเงินลงทุน
นักลงทุนอาเซียนเมินวิกฤตการเมืองรัฐยะไข่ เมียนมาป่วน นักธุรกิจไทยหอบเงิน 3,000 ล้านดอลลาห์ ผุดโรงงานถ่านหิน
นักลงทุนอาเซียนเมินวิกฤตการเมืองรัฐยะไข่ เมียนมาป่วน นักธุรกิจไทยหอบเงิน 3,000 ล้านดอลลาห์ ผุดโรงงานถ่านหิน
สำนักข่าวท้องถิ่น เมียนมาไทมส์ ระบุว่า นักธุรกิจจากอาเซียนยังคงลงทุนในเมียนมาต่อเนื่อง แม้ว่าเมียนมาจะพบกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในรัฐยะไข่ เช่น บริษัท ทีทีซีแอล บริษัทก่อสร้างจากประเทศไทย วางแผนระดมทุนเพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ในช่วงครึ่งปีแรก มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งมีเขตชายแดนติดกับประเทศไทย
นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ทีทีซีแอล เปิดเผยว่า ปัญหาภายในประเทศเมียนมา แต่ยังคงมีสถาบันการเงินบางแห่งจากประเทศไทย และหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกสนับสนุนด้านเงินทุน สำหรับประเทศจีนเข้ามาลงทุนใน เมียนมามูลค่า 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่ยุโรปมีมูลค่าการลงทุน 3,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง 63% มาจากนักลงทุนสหราชอาณาจักร ด้านสหรัฐอเมริกามีมูลค่าการลงทุน 133 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน เม.ย.-ต.ค. จีนเข้ามาลงทุนในเมียนมา มูลค่า 841.5 ล้านดอลลาร์ โดยจีนมีท่าทีช่วยแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยในประเทศเมียนมา โดย รมว.ต่างประเทศของจีนหารือร่วมกับเมียนมาและบังกลาเทศในเดือน พ.ย. เพื่อเริ่มต้นแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยภายใน 2 เดือน
ด้านนางอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลเมียนมา เตรียมเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อพบปะผู้นำทางการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์จีน พร้อมแก้ไขปัญหาร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม โอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมามาจากการลงทุนของนักลงทุนในภูมิภาค ซึ่งนับตั้งแต่เกิดวิกฤต บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ได้เข้าซื้อหุ้น 75% ของบริษัท แกรนด์ รอยัล แบรนด์วิสกี้ชื่อดังในประเทศเมียนมา ด้วยมูลค่า 742 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัท เบสิค เอเนอร์จี คอร์ป จากประเทศฟิลิปปินส์ วางแผนลงทุนพลังงานโซลาร์ในประเทศเมียนมา รวมถึงนักลงทุนจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ยังเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับคู่ค้ารายหลักในเมียนมา 9 ประเทศแรกมาจากทวีปเอเชีย โดยอันดับที่ 10 คือสหรัฐอเมริกา รองจากเวียดนามเป็นคู่ค้าในอันดับที่ 9 สำหรับประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 2 ซึ่งเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเป็นรายหลักๆ







