posttoday
บีโอไอยกเครื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ

บีโอไอยกเครื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ

04 ตุลาคม 2553

.....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

แม้ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรามาเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว แต่นโยบายส่งเสริมให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศนั้น กลับเริ่มต้นอย่างจริงจังภายหลัง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อกลางปี 2531

สำหรับพล.อ.ชาติชายนั้น แม้มีภูมิหลังเป็นนักการทหาร แต่ต่อมาถูกคำสั่งให้ไปประจำเป็นเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีผลงานสำคัญ คือ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ท่านเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านการต่างประเทศ โดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพ

จากนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศของไทย จากเดิมมีนโยบายโดดเดี่ยวกลุ่มประเทศอินโดจีน เพื่อบีบบังคับให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา กลายมาเป็นนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างท่วมท้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศกลุ่มอินโดจีนเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง จากศัตรูคู่อาฆาตกลายมาเป็นมิตรประเทศ

หัวใจสำคัญประการหนึ่งของนโยบายในครั้งนั้น คือ การมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ดำเนินภารกิจส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศขึ้น มีการศึกษาลู่ทางการลงทุน ศึกษากฎระเบียบและข้อจำกัดด้านการค้าและการลงทุน จัดนักธุรกิจหลายคณะไปเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ ในแถบอินโดจีน และสร้างสายสัมพันธ์กับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของประเทศกลุ่มอินโดจีนเพื่ออำนวยความสะดวกต่อนักลงทุนไทย

ต่อมาเมื่อสนามการค้าเหล่านี้ค่อยๆ เปิดกว้างขึ้น ทำให้มีนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ เข้าไปลงทุนมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศไม่ต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ไทยซึ่งเดิมเคยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับต้นๆ ในกลุ่มอินโดจีน ปัจจุบันได้กลายเป็นนักลงทุนลำดับ 9 อันดับ 10 ไปแล้ว

ปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายจะฟื้นฟูการลงทุนไทยในต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะประเทศในกลุ่มอินโดจีนเท่านั้น ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีคำสั่งที่ 2/2552 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางและกำหนดยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ

ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ ไปแล้ว 2 ครั้ง ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2552 และวันที่ 13 ก.ย. 2553 และมีมติ ดังนี้

1.ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนศึกษาข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 สาขา มีศักยภาพสูงในการลงทุนต่างประเทศ คือ สาขาการเกษตร สาขาสิ่งทอและเสื้อผ้า สาขาชิ้นส่วนยานยนต์ สาขาท่องเที่ยวและบริการ และสาขาบริการก่อสร้าง ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม

2.ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อทำการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมาย และหลักเกณฑ์ด้านการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ โดยกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2554

3.เนื่องจากเดิมงานส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศอยู่ในระดับเพียง “กลุ่มส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ” ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการเพียงแค่ 3 คน ได้เห็นชอบให้ยกระดับขึ้นเป็น “สำนักส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ” ประกอบด้วยข้าราชการจำนวนมากขึ้น

พร้อมกับกำหนดบทบาทของสำนักที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ในด้านต่างๆ เช่น ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง เป็นศูนย์บ่มเพาะในการฝึกอบรมเชิงลึก ประสานการแก้ไขปัญหาของนักลงทุน เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล รวมถึงเป็นหน่วยงานกลางให้การรับรองแก่นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกการใช้สิทธิตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ

4.มอบให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการปรับปรุงมาตรการภาษีที่ให้การสนับสนุนการลงทุนไทยในต่างประเทศที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันให้สะดวกในทางปฏิบัติมากขึ้นและเพิ่มเติมมาตรการด้านภาษีอากรใหม่ๆ

มติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนข้างต้น นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศอย่างจริงจังในอนาคต ซึ่งปัจจุบันนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากสำหรับการไปลงทุนยังต่างประเทศ ทั้งในส่วนบริษัทไทยเริ่มมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับเงินบาทที่แข็งตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนที่จะไปลงทุนเมื่อคิดเป็นเงินบาทลดต่ำลง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ