
หวั่นทองยังแผ่วยาว ดอกเบี้ยขาขึ้นสกัดแรงหนุน
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ในปีนี้อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่ปีที่ดีนักของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" แม้ก่อนหน้านี้จะมีปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หลายระลอก เช่น กรณีเกาหลีเหนือยิงมิสไซล์นับสิบครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงความปั่นป่วนทางการเมืองของทั้งในยุโรปและสหรัฐ แต่ความปั่นป่วนดังกล่าวกลับไม่ส่งอานิสงส์ต่อทองคำมากนักอย่างที่ควรจะเป็น โดยราคาทองเคลื่อนไหวอยู่ที่กรอบ 1,270-1,300 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และไม่มีท่าทีจะพุ่งขึ้นทะลุ 1,300 ดอลลาร์ ในปี 2017 นี้
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ในปีนี้อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่ปีที่ดีนักของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" แม้ก่อนหน้านี้จะมีปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หลายระลอก เช่น กรณีเกาหลีเหนือยิงมิสไซล์นับสิบครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงความปั่นป่วนทางการเมืองของทั้งในยุโรปและสหรัฐ แต่ความปั่นป่วนดังกล่าวกลับไม่ส่งอานิสงส์ต่อทองคำมากนักอย่างที่ควรจะเป็น โดยราคาทองเคลื่อนไหวอยู่ที่กรอบ 1,270-1,300 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และไม่มีท่าทีจะพุ่งขึ้นทะลุ 1,300 ดอลลาร์ ในปี 2017 นี้
สาเหตุที่ราคาทองยังไม่เปรี้ยงปร้าง มาจากคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังส่งสัญญาณดำเนินการดังกล่าวมาตลอดทั้งปี โดยในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 12-13 ธ.ค.นี้ เฟดคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ และคาดว่าจะปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง ในปี 2018
ทั้งนี้ การปรับปขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทอง เนื่องจากจะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น ทำให้ทองมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินตราอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นจะทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์อื่นๆ ยิ่งขึ้น เพราะได้รับผลตอบแทนมากกว่าการถือทอง
ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนในการย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า สะท้อนออกมาจากทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐที่พาเหรดกันทะยานขึ้นทุบสถิติใหม่หลายต่อหลายครั้งในปีนี้ โดยล่าสุด ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวกไปแตะสถิติใหม่ที่ 24,290.05 จุด เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่ในปีหน้านั้น สถาบันวิเคราะห์หลายแห่ง เช่น ธนาคารเจพีมอร์แกน ธนาคารเอชเอสบีซี และธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส คาดการณ์ว่า ราคาทองจะปรับขึ้นไปเหนือ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่กว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเกิดขึ้นนั้น คงเป็นช่วงราวกลางปี 2018
เจพีมอร์แกน คาดการณ์ว่า ราคาทองจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ยที่ 1,295 ดอลลาร์/ออนซ์ในปี 2018 และจะปรับขึ้นไปแตะ 1,340 ดอลลาร์ แค่เพียงช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า คาดการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับธนาคาร บีเอ็นพี พาริบาส ที่มองว่า ราคาทองจะอยู่ที่ 1,210 ดอลลาร์ในไตรมาสแรกปีหน้า แล้วค่อยปรับขึ้นไปที่ 1,325 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 แต่จะลดลงเหลือ 1,265 ดอลลาร์ และ 1,220 ดอลลาร์ใน 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีตามลำดับ
แม้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การค่อยๆ ตรึงนโยบายการเงินของบรรดาแบงก์ชาติโลก ไม่ว่าจะเฟด ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) หรือธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะช่วยชะลอไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับแข็งค่ามากเกินไป และหนุนราคาทองคำ แต่ลำพังปัจจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการดันให้สินทรัพย์ปลอดภัยสีทองทะยานขึ้น ท่ามกลางคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่ง
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ ความคาดหวังว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถรวมร่างกฎหมายปฏิรูปภาษี 2 เวอร์ชั่น และส่งร่างดังกล่าวให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามก่อนถึงช่วงคริสต์มาสปีนี้ ทำให้หลายฝ่ายต่างคาดว่าภาคธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จากแผนการปรับลดภาษีดังกล่าว ที่คาดว่าจะหั่นภาษีนิติบุคคลลงมาจาก 35% เหลือ 20%
ขณะที่ ไมเคิล อิวาโนวิทช์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีว่า แผนปฏิรูปภาษีดังกล่าวเป็นมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ซึ่งจะทำให้ชาวอเมริกันมีเงินในมือมากขึ้น นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยตามมา โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะช่วยหนุนให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับขึ้นสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดได้เร็วยิ่งขึ้น
"แผนปฏิรูปภาษีจะเป็นปัจจัยลบฉุดราคาทองคำ เนื่องจากจะทำให้เกิดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตยิ่งขึ้น ทำให้เฟดมีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก" ไรอัน แมคเคย์ นักกลยุทธ์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ที่ บริษัทหลักทรัพย์ ทีดี ซีเคียวริติ้ส์ ในแคนาดา กล่าว
ด้าน อีธาน ฮาร์ริส หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจโลกของแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริลลินช์ (BAML) มองว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐคาดว่าจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.8% ในช่วงสิ้นปี 2018 และขึ้นไปถึงเป้าหมายของเฟดที่ 2% ในปี 2019 หลังอัตราว่างงานในสหรัฐลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยหนุนให้เงินเฟ้อขยายตัวตามไปด้วย นอกจากนี้ BAML ยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโต 2.4% ในปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปีนี้
ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่ขยายตัว ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้น จะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองยิ่งกว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยบางรายจึงมองว่า ยุคทองที่แท้จริงของราคาทองคำจะเกิดขึ้นในปี 2019 มากกว่า โดยธนาคาร เอบีเอ็น อัมโร ในเนเธอร์แลนด์ มองว่าราคาทองคำคาดว่าจะพุ่งแตะ 1,400 ดอลลาร์/ออนซ์ในปี 2019 หลังทิศทางการขันนอตอัตราดอกเบี้ยของบรรดาแบงก์ชาติเริ่มแผ่วลง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่า และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปีหน้า เช่น ความตึงเครียดของสถานการณ์การเมืองสหรัฐ กรณีการสอบสวนประเด็นรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2016 รวมถึงความกังวลต่อการยั่วยุของเกาหลีเหนือ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่เรียบร้อยดี อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้น
"แน่นอนว่า เฟดจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย และเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่อย่าลืมว่าความเสี่ยงทางการเมืองยังมีอยู่ โดยเฉพาะในสหรัฐจากการที่ยังไม่แน่ชัดว่ารัฐบาลทรัมป์จะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางปัญหาคาราคาซังประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับหลายชาติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่า ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนราคาทอง" ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทหลักทรัพย์ ไพรซ์ ฟิวเจอร์ส กรุ๊ป กล่าว
แม้ทองคำอาจไม่แวววาวเหมือนเก่า จากแรงกดดันการคุมเข้มนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ แต่ก็ใช่ว่าสินทรัพย์ปลอดภัยชนิดนี้จะเสื่อมแรงดึงดูดไปเสียทีเดียว n







