
กลยุทธ์ลงทุน ใน RMF LTF (ต่อ)
สาธิต/รอกราฟคุยกันถึงกลยุทธ์การลงทุนในหลักทรัพย์ทั่วไป สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะซื้อตอนไหนดีไปแล้ว 3 กลยุทธ์ คือ
สาธิต/รอกราฟ
คุยกันถึงกลยุทธ์การลงทุนในหลักทรัพย์ทั่วไป สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะซื้อตอนไหนดีไปแล้ว 3 กลยุทธ์ คือ
o กลยุทธ์การลงทุนแบบ Lump Sum
o กลยุทธ์การลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average
o กลยุทธ์การลงทุน Value Average (VA)
มากลยุทธ์การลงทุนแบบที่ 4 กันเลยครับ
กลยุทธ์การลงทุน Enhanced Dollar Cost Average (EDCA) เป็นกลยุทธ์ที่เราจะลงทุนด้วยจำนวนเงินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยกำหนดเป็นวงเงินลงทุนเริ่มต้น วงเงินลงทุนขอบบน วงเงินลงทุนขอบล่าง ตัวอย่างเช่น หากเรากำหนดวงเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1 หมื่นบาท กำหนดวงเงินขอบบนและล่างที่บวก 10% เท่ากับวงเงินลงทุนขอบบน คือ 1.1 หมื่นบาท วงเงินลงทุนขอบล่างเท่ากับ 9,000 บาท หากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ณ วันที่จะลงทุนต่ำกว่า NAV ต้นทุนก่อนหน้า ก็จะลงทุนที่วงเงินลงทุนขอบบน คือ 1.1 หมื่นบาท พูดง่ายๆ คือ ถ้าของถูก ก็จะซื้อเยอะ ทำนองใช้กลยุทธ์สวนตลาด หรือ ช้อนซื้อนั่นเอง
แต่หาก NAV ณ วันที่จะลงทุนสูงกว่า NAV ต้นทุนก่อนหน้า ก็จะลงทุนที่วงเงินลงทุนขอบล่าง คือ 9,000 บาท พูดง่ายๆ คือ ถ้าของแพงก็จะซื้อน้อย เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำนั่นเอง
กลยุทธ์ EDCA คล้ายกับ DCA ตรงที่สร้างวินัยในการออมเหมือนกัน แต่ต่างกันที่กลยุทธ์ EDCA จะนำสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปมากำหนดวงเงินในการลงทุนด้วย ซึ่งลักษณะแบบนี้คล้ายๆ กับกลยุทธ์การลงทุนแบบ VA ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของกลยุทธ์แบบ EDCA ต่ำกว่ากลยุทธ์แบบ DCA
จากตัวอย่างตามตารางต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของกลยุทธ์ EDCA จะเท่ากับ 10.34 บาท/หน่วย เทียบกับต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ของกลยุทธ์ DCA ซึ่งเท่ากับ 10.34 บาท/หน่วย แม้กลยุทธ์ EDCA คล้ายๆ กับ VA ตรงที่นำสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปมากำหนดวง เงินในการลงทุนด้วย แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างบางข้อ คือ กลยุทธ์แบบ VA หากมูลค่าพอร์ตสูงกว่ามูลค่าเป้าหมาย เราก็จะขายกองทุนออกไป แต่กลยุทธ์ EDCA กับ DCA จะเหมือนกันในข้อนี้ คือไม่ว่า NAV หรือราคาหุ้นที่เราจะลงทุนสูงแค่ไหน เราก็จะซื้อตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นกลยุทธ์ซื้ออย่างเดียว เราจะต้องกำหนดกลยุทธ์ขายเอาเองว่าจะขายตอนไหน ดังนั้นกลยุทธ์แบบ DCA และ EDCA จึงเป็นกลยุทธ์สำหรับการลงทุนระยะยาวเป็นหลักครับ







