
กกร.ชูส่งออกปีหน้าโต 9%
กกร.คาดส่งออกปีหน้าโต 6-9% จีดีพีขยาย 4% จับตาสถานการณ์ต่างประเทศ หวั่นค่าเงินผันผวนกระทบส่งออก แนะ ธปท.ดูแลใกล้ชิด
กกร.คาดส่งออกปีหน้าโต 6-9% จีดีพีขยาย 4% จับตาสถานการณ์ต่างประเทศ หวั่นค่าเงินผันผวนกระทบส่งออก แนะ ธปท.ดูแลใกล้ชิด
กลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือน ธ.ค. 2560 ว่า ที่ประชุมได้สรุปแนวโน้มการส่งออกของปี 2561 จะเติบโตได้ 6-9% จากปีนี้ที่คาดว่าการส่งออกจะเติบโต 9% สูงกว่ากรอบประมาณการเดิมที่วางไว้ 6.5-7.5% โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวแล้ว 9.7% ประกอบกับทิศทางการท่องเที่ยวที่ แนวโน้มดี เศรษฐกิจโลกฟื้นภาพรวมจึงทำให้คาดว่าเศรษฐกิจปี 2561 จะเติบโตได้ระดับ 4% จากปีนี้ที่คาดว่าจะเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ที่จะโต 3.7-4%
ขณะเดียวกันได้ประเมินค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยไม่แน่ใจว่าจะแข็งค่ากว่า 32.55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอีกหรือไม่ โดยการแข็งค่าดังกล่าวสูงสุดในรอบ 31 เดือน จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาททำให้เกิดความกังวลว่าจะแข็งค่าเร็วขึ้นกว่าปัจจุบันอีก และจะส่งผลให้ภาคส่งออกประสบปัญหาการค้าขายได้
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว ต้องการให้รัฐบาลที่มีเวลาทำงานเพียง 1 ปีให้ความสำคัญในหลายเรื่อง เช่น 1.การแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น 2.การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย/กฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน 3.การเร่งโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงการลงทุนโครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐ และแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ทั่วถึงในทุกภาคส่วน ซึ่งสะท้อนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งพัฒนาโครงการต่างๆ ในท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
กลินท์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามที่สำคัญคือสถานการณ์การเมืองในต่างประเทศ เช่น ความคืบหน้าของร่างปฏิรูปกฎหมายภาษีของสหรัฐ การสอบสวนกรณีความเชื่อมโยงระหว่างทำเนียบขาวกับรัสเซีย การจัดตั้งรัฐบาลในเยอรมนี การเจรจากรณีเบร็กซิต และความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลก รวมทั้งทิศทางค่าเงินบาทให้ยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ที่ขาดแรงหนุนใหม่ๆ
เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเร็วกว่าดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากการกระจายความเสี่ยงการลงทุนของต่างชาติ ในลักษณะการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น ทำให้ภาคเอกชนเป็นห่วงว่าไม่น่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการส่งออกและเศรษฐกิจไทย ดังนั้นจึงอยากให้ ธปท.เข้ามาดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นที่อาจส่งผลเชิงลบมากกว่า เพราะอาจกระทบกับผลประกอบการของผู้ส่งออกและอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้
กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกของไทยดีขึ้น ประกอบกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินระยะสั้น จึงอยากให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมา
กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การส่งออกเดือน ต.ค. มีมูลค่า 2.008 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.1% และส่งออกรูปเงินบาท มูลค่า 6.59 แสนล้านบาท ขยายตัว 7.6% ทำให้การส่งออกรวมช่วง 10 เดือนแรก มีมูลค่า 1.95 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเงินบาทมูลค่า 6.60 ล้านล้านบาท 6.5% โดยทั้งปี 2560 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 8.5-9% ในรูปดอลลาร์และในรูปเงินบาทขยายตัว 4%
สำหรับการส่งออกในเดือน ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกันระหว่างเงินดอลลาร์และเงินบาท จะมีส่วนต่างประมาณ 5% และทั้งปีคาดว่าจะมีส่วนต่าง 3% ทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกำไรกลับมาในรูปเงินบาทลดลง หรือบางรายอาจไม่มีกำไร มีผลกระทบต่อทุนหมุนเวียนในธุรกิจ และต่อเนื่องต่อการผลิตปี 2561 ซึ่งค่าเงินบาทปัจจุบันถือว่าแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม จึงอยากให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูแล
จากปัจจัยดังกล่าว จึงสะท้อนมาถึงเศรษฐกิจในประเทศและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มผลิตสินค้ารายเล็กจะได้รับเงินบาทกลับมาในจำนวนน้อยลง ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและด้านความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจยังไม่ดีตามแนวโน้มการส่งออก รวมถึงอยากให้ภาครัฐร่วมผลักดันส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยในทุกด้าน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และกระตุ้นการไปเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน







