
CENTELลุ้นติดSET50
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทองบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เป็นอีกหนึ่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่โบรกเกอร์มองว่าจะได้รับการติดอันดับการเป็น SET50 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีการประกาศขึ้นใหม่รอบครึ่งปีหลังในเดือน ธ.ค.นี้
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เป็นอีกหนึ่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่โบรกเกอร์มองว่าจะได้รับการติดอันดับการเป็น SET50 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีการประกาศขึ้นใหม่รอบครึ่งปีหลังในเดือน ธ.ค.นี้
"รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์" รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร CENTEL เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่บริษัทก็เคยอยู่ SET50 แต่เพราะมีสภาพคล่องและมูลค่าการซื้อขายเบาบางลง แต่ตอนนี้ก็เริ่มวอลุ่มซื้อขายกลับเข้ามาหลังมีข่าวว่าบริษัทจะได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน SET50 โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่มากขึ้น
ทั้งนี้ จากตัวเลขมหภาคไตรมาส 3 อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ตัวเลขการบริโภคของภาคเอกชน ราคาสินค้าเกษตรก็ปรับขึ้น และดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญคือ การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นถึง 6.4% และส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก
หากมองแยกเป็นกลุ่มธุรกิจ นักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเดือนแรกที่หายไป โดยไตรมาส 3 นักท่องเที่ยวกลับมาเติบโตถึง 11% รองลงมาคือรัสเซีย จนทำให้สัดส่วนนักท่องเที่ยวของโรงแรมตอนนี้กลุ่มหลักกลายเป็นภูมิภาคเอเชียถึง 38% ยุโรป 30% รัสเซีย 9% และตะวันออกกลาง 4% และเดือน ต.ค. ตลาดจีนก็กลับมาเติบโตอย่างเห็นได้ชัด
โดยภาพรวมเทรนด์ของโรงแรมตั้งแต่ต้นปีไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก โรงแรมจากต่างจังหวัดดีมาก ซึ่งดาวเด่นคือที่พัทยาและภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียเป็นตัวหนุน ขณะที่กรุงเทพฯ ยังทรงตัว ขณะที่ต่างประเทศอย่าง มัลดีฟส์ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่อไป แม้ภายหลังจะลงมาเล่นเรื่องราคาค่าที่พักบ้างเพราะซัพพลายมีในระบบมาก
สำหรับไตรมาส 4 มัลดีฟส์อาจ จะดูดีขึ้นคือติดลบน้อยลง แต่ทั้งปีก็น่าจะยังติดลบอยู่ เพราะมัลดีฟส์เท่ากับเจอ 2 เด้ง คือ เรื่องของธุรกิจโดยรวม แล้ว ยังเจอการแปลงค่าของเงินบาทที่ทั้งปีน่าจะเฉลี่ยกับการแข็งค่าที่ 3% โรงแรมในประเทศน่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแแรก ส่วนโรงแรมที่หัวหินรายได้เฉลี่ยต่อห้องก็เริ่มกลับมาเป็นบวกตั้งแต่เดือน ก.ค.แล้ว ส่วนที่ภูเก็ตก็ไม่มีปัจจัยน้ำท่วมเหมือนปีก่อน
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงแรมที่ CENTEL เป็นเจ้าของ 16 แห่ง โดยนับรวมโคซี่ที่สมุยที่เพิ่งเปิดวันที่ 1 ธ.ค.นี้ด้วย ต่างประเทศมีที่มัลดีฟส์ ส่วนโรงแรมที่รับบริหารมีทั้งหมด 22 แห่ง โดยสัดส่วนรายได้ตามพื้นที่ยังอยู่ในระดับเดิมคือ กรุงเทพฯ 30% มัลดีฟส์ 20% นอกนั้นที่ต่างจังหวัด
สำหรับธุรกิจอาหารไตรมาส 3 และรอบ 9 เดือนรายได้และกำไรไม่ได้เติบโตหวือหวา เพราะเป็นการเติบโตจากที่มีสาขาใหม่ และที่สำคัญคือการที่บริษัทเน้นในการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อเนื่องทั้งหมด 11 แบรนด์เป็นหลัก โดยเน้นการลดลงของจำนวนพนักงานที่ลดลง เพราะมองว่าเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถควบคุมได้ เมื่อไปดูยอดขายและสภาพเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การเติบโตของสาขาเดิมค่อนข้างทรงตัวติดลบ แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าไตรมาส 3 โดยเพาะเดือน ก.ย. การเติบโตของสาขาเดิมกลับมาเติบโตได้ 1.9% ทั้งปีคาดว่าทรงตัว มองว่าแนวโน้มจะดีขึ้นเพราะกำลังซื้อในต่างจังหวัดกลับมาจากปีก่อนที่ติดลบแต่มองรายได้รวมทั้งปีโต 6-7% ซึ่งไตรมาส 4 จะมีการเร่งขยายสาขาให้มากขึ้น
มุมมองปี 2561 คาดว่ารายได้จะเติบโตได้ 7-8% จากปีนี้คาดอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะมีการปรับราคาห้องพักเพิ่มขึ้นอีก 3-4% ทำให้รายได้ต่อห้องพักโต 3-4% จาก 9 เดือนแรกของปีนี้ที่ราคาเฉลี่ย 4,900 บาท/ห้อง โดยคาดว่าอัตราเข้าพักปีหน้าอยู่ที่ 81-82% เท่ากับปีนี้
ขณะที่เชื่อว่าโรงแรมมัลดีฟส์จะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น และบริษัทจะรับรู้ รายได้โรงแรมโคซี่ที่สมุยเต็มปีและจะคิดเป็นสัดส่วนรายได้ปีหน้า 3% ยังคาดว่ารายได้ธุรกิจอาหารจะเติบโต 7-8% จากการขยายสาขาเพิ่มและรายได้การเติบโตของสาขาเดิม 2-3%
สำหรับงบลงทุนคาดว่าจะอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้ธุรกิจโรงแรม 3,500 ล้านบาท ในการปรับปรุงโรงแรมเดิมและก่อสร้างโรงแรมที่มัลดีฟส์ อีกทั้งขยายสาขาธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินจะมาจากกระแสเงินสด แต่บริษัทมีแผนจะเตรียมออกหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนดและใช้เป็นเงินทุนขยายกิจการ







