posttoday
ค่าจ้างใหม่ความท้าทาย รัฐมนตรีแรงงานคนใหม่

ค่าจ้างใหม่ความท้าทาย รัฐมนตรีแรงงานคนใหม่

01 ธันวาคม 2560

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยครม.ใหม่ถอดด้ามของรัฐบาลประยุทธ์ 5 ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีทั้งที่โยกกระทรวงและเข้ามาใหม่คงได้สตาร์ทอัพงานกันบ้างแล้ว ส่วนใครเป็นใครเลยเวลาวิจารณ์กันแล้ว ไว้คอยรอดูผลงานกันจะดีกว่าประเด็นฮอตของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับกระแสการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องของแรงงาน 37.4ล้านคน ที่น่าสนใจมีองค์กรแรงงานแห่งหนึ่งเรียกร้องให้ปรับอัตราค่าจ้างจากปัจจุบันวันละ 305-310 บาท กระโดดเป็นวันละ 700 บาท หากคำนวณเป็นเดือนเท่ากับ 2.1 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นพรวดเดียวร้อยละ 137 ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาคิด แถมยังบอกว่าให้ทุกจังหวัดคิดอัตราเดียวกันหมด

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ครม.ใหม่ถอดด้ามของรัฐบาลประยุทธ์ 5 ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีทั้งที่โยกกระทรวงและเข้ามาใหม่คงได้สตาร์ทอัพงานกันบ้างแล้ว ส่วนใครเป็นใครเลยเวลาวิจารณ์กันแล้ว ไว้คอยรอดูผลงานกันจะดีกว่าประเด็นฮอตของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับกระแสการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องของแรงงาน 37.4ล้านคน ที่น่าสนใจมีองค์กรแรงงานแห่งหนึ่งเรียกร้องให้ปรับอัตราค่าจ้างจากปัจจุบันวันละ 305-310 บาท กระโดดเป็นวันละ 700 บาท หากคำนวณเป็นเดือนเท่ากับ 2.1 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นพรวดเดียวร้อยละ 137 ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาคิด แถมยังบอกว่าให้ทุกจังหวัดคิดอัตราเดียวกันหมด

ขณะที่อนุกรรมการค่าจ้างทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งมีผู้แทน 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง พิจารณากันมาตั้งแต่เดือน ส.ค. ได้ข้อสรุปแนวทาง การปรับค่าจ้างของแต่ละจังหวัดอัตราแตกต่างกันไปตามเศรษฐกิจ มีต่ำสุด 2 บาท ไปจนถึง 15 บาท หลายจังหวัดเศรษฐกิจไม่ดีไม่ขอเสนอปรับค่าจ้าง แต่การพิจารณาค่าจ้างจะเป็นเท่าใดอยู่ที่กรรมการพิจารณาหรือบอร์ดค่าจ้าง ซึ่งชุดปัจจุบันรักษาการ เพราะกรรมการใหม่ต้องรอรัฐมนตรีลงนาม ส่วนจะประกาศทันภายในปีนี้หรือไม่ คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นความท้าทายของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะ เจ้ากระทรวงว่าจะเอาอย่างไร

การปรับค่าจ้างขั้นต่ำทางองค์กรตัวแทนแรงงานต้องการปรับเยอะๆ เพื่อชดเชยรายจ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิต ส่วนที่อ้างว่าค่าจ้างสูงๆ จะเอื้อต่อ การจับจ่ายใช้สอยด้านการบริโภคของแรงงานเป็นการช่วยเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่งแต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจ กรณีประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าส่วนใหญ่ใช้แรงงานจำนวนมาก ต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่ง เช่น ประเทศเวียดนาม ค่าจ้างเฉลี่ย 165 บาท อินโดนีเซีย 196 บาท กัมพูชา 162 บาท แม้แต่มาเลเซียซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจดีกว่าไทยค่าจ้างเฉลี่ยก็ไม่ได้ต่างกับไทย

ขณะเดียวกัน อาเซียนเป็นเขต การค้าเสรี ภาษีเป็น "ศูนย์" เมื่อปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดดทีเดียว 2.26 เท่า ย่อมกระทบต่อต้นทุนที่สูงขึ้นของอุตสาหกรรมในประเทศ ผลคือส่งออกเดี้ยงขายไม่ได้และสินค้าที่ผลิตในประเทศราคาแข่งขันไม่ได้ สินค้าจากนอกจะไหลเข้ามา สิ่งที่ตามมาประชาชนต้องซื้อของแพงกว่าเดิม และที่แย่ที่สุดโรงงานต่างๆ ซึ่งอุ้มแรงงานไว้จะทยอยปิดตัว ค่าแรงที่สูงแต่คนตกงานมหาศาลเหมือนที่เคยเกิดกับประเทศฟิลิปปินส์ในอดีต ซึ่งโรงงานปิดตัวจนคนต้องออกไปหากินอยู่ในต่างประเทศ

สิ่งที่ต้องเข้าใจค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงงานเพียงร้อยละ 17 หรือ 6.4 ล้านคน ใกล้เคียงกับภาคค้าส่ง-ค้าปลีก แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 30 อยู่ในภาคเกษตร ทั้งข้าว ยาง น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันเกินครึ่งล้วนส่งออก ผลกระทบจึงมีอยู่ทุกภาคส่วน ที่ต้องเข้าใจค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราต่ำสุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายกับผู้ใช้แรงงานทุกคนไม่ว่าจะมีความรู้อะไร เป็นคนต่างด้าวหรือผู้พิการ ค่าจ้างส่วนใหญ่เป็นไปตามทักษะและกลไกตลาด ซึ่งปัจจุบันตลาดเป็นของแรงงาน

สิ่งที่ท้าทาย พล.ต.อ.อดุลย์ ในฐานะ รมว.แรงงาน ที่ต้องตัดสินใจในเวลาจำกัดก่อนหมดปี 2560 คือการเคาะค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเดิมกำหนดไว้กลางเดือน ธ.ค. ว่าจะต้องรอบอร์ดค่าจ้างชุดใหม่ ซึ่งเลือกตั้งไว้ก่อนหน้านี้ เพียงแต่รอรัฐมนตรีลงนาม หากบอร์ดใหม่มา ดูเรื่องใหม่อาจไม่ทันประกาศใช้เป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใช้แรงงาน การปรับค่าจ้างอยู่ภายใต้การกดดัน ผู้นำแรงงานบางกลุ่มออกมาเรียกร้องค่าจ้างสูงอย่างไม่มีเหตุผล แต่นายจ้างต่างออกมาบอกว่าปรับสูงขนาดนั้นตายหมดแน่นอน

ขณะเดียวกันเรื่องที่คาราคาซังรอรัฐมนตรีใหม่มาสานต่อคือ พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว ที่ใช้ ม.44 ชะลอการใช้ไปถึงสิ้นปี ก่อนหน้านี้ส่งเข้าไปกฤษฎีกาเพื่อแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นอาชีพต้องห้ามและค่าปรับที่สูงเกินไป ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน อีกทั้งในช่วงก่อนประกาศขึ้นทะเบียนตามศูนย์ต่างๆ มีแรงงานเพื่อนบ้าน 3 สัญชาติ 1.267 ล้านคน

ปัจจุบันตัวเลขขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายมีจำนวน 1.623 ล้านคน เข้าใจว่ายังมีแรงงานผิดกฎหมายอีกมาก อาจเกือบ 1 ล้านคน ยังหลบๆ ซ่อนๆ จะเอาอย่างไร หากเอาจริงหลายโรงงานคงป่วน งานนี้หากอะไรยังไม่ชัดเจน น่าจะผ่อนผันขยายการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 3 เดือน น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่าย

กลับมาเรื่องค่าจ้าง ซึ่งมีข้อเสนอว่าควรจะเท่ากันทั้งประเทศ ขอให้พิจารณาให้ดี เพราะจะเป็นการปิดกั้นการกระจาย ความมั่งคั่งลงไปในท้องถิ่น เพราะจังหวัดยิ่งห่างไกลค่าขนส่ง-โลจิสติกส์ยิ่งสูง หากค่าจ้างเท่ากันนักลงทุนที่ไหนจะไปลงทุนในที่ไกลๆ และผู้ผลิตในท้องถิ่นราคาจะแข่งขันไม่ได้ ธุรกิจในต่างจังหวัดก็จะไม่เกิด หลายประเทศในอาเซียนยกเว้นบรูไนและสิงคโปร์ล้วนมีค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไปตามความห่างไกลความเจริญ แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น อินเดีย จีน ฯลฯ แต่ละจังหวัด-มณฑล หรือรัฐ ค่าจ้างล้วนแตกต่างกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่น

ที่กล่าวทั้งหมดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่รอรัฐมนตรีแรงงานคนใหม่เข้ามาสะสาง จะเอาอย่างไร มีทั้งคนชอบและไม่ชอบแต่จากดีกรีคุณภาพคับแก้ว ผ่านตำแหน่งสำคัญมามากมาย ท่านเอาอยู่แน่นอน เพียงแต่อย่ามองว่าแรงงานเป็นเรื่องความมั่นคงเท่านั้น เพราะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง...เอาใจช่วยครับ

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท