
เร่งแก้เอเลี่ยนสปีชีส์
กรณีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการปรับบัญชีพืชและสัตว์ต่างถิ่น หรือที่เรียกกันว่า เอเลี่ยนสปีชีส์ 23 ชนิด โดยเพิ่มปลาหมอสีคางดำ แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล และผักตบชวา เป็นพืชและสัตว์ที่มีภัยคุกคามระบบนิเวศในประเทศไทย ที่กำลังสร้างปัญหาในวงกว้างนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรดำเนินการมานานแล้ว
กรณีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการปรับบัญชีพืชและสัตว์ต่างถิ่น หรือที่เรียกกันว่า เอเลี่ยนสปีชีส์ 23 ชนิด โดยเพิ่มปลาหมอสีคางดำ แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล และผักตบชวา เป็นพืชและสัตว์ที่มีภัยคุกคามระบบนิเวศในประเทศไทย ที่กำลังสร้างปัญหาในวงกว้างนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรดำเนินการมานานแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางเป้าหมายจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่เป็นภัยคุกคามในประเทศไทย ซึ่งกำลังแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว โดยต้องจัดทำแนวทางการป้องกัน ควบคุมจำนวน กำจัด จัดทำทะเบียน จัดลำดับความสำคัญความสามารถในการคุกคาม รวบรวม วิเคราะห์เส้นทางการระบาด เผยแพร่ความรู้ให้เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการจัดการเรื่องนี้ อย่างจริงจัง
สำหรับในการดำเนินการครั้งนี้ทาง สผ.ได้แบ่งเอเลี่ยนสปีชีส์ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นกลุ่มพืช 11 ชนิด คือ ไมยราบยักษ์ หญ้าขจรจบดอกเล็ก หญ้าขจรจบดอกใหญ่ หญ้าขจรจบดอกเหลือง ผักตบชวา จอกหู หนูยักษ์ กระถินหางกระรอก ขี้ไก่ย่าน ต้นสาบหมา กกช้าง และธูปฤๅษี
ขณะที่กลุ่ม 2 เป็นชนิดพันธุ์สัตว์ต่างถิ่นที่มีความสำคัญลำดับสูง 12 ชนิด คือ ไส้เดือนฝอยรากปม แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล หอยทากยักษ์แอฟริกา หอยเชอร์รี่ หอยเชอร์รี่ยักษ์ ปลากดเกราะ หรือปลาซัคเกอร์ ปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน เต่าแก้มแดง และหนูท่อ
ปัญหาที่เกิดจากพืชหรือสัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์ที่เข้ามาแพร่ระบาดนั้น ถือเป็น ปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปจนเป็นเสมือนระเบิดเวลาทำลายระบบนิเวศที่ค่อยๆทำลายระบบนิเวศไปอย่างต่อเนื่อง สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามมาอย่างประเมินค่าไม่ได้
ตัวอย่างที่ผ่านมาซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนคือปัญหาจากปลาซัคเกอร์ ที่ได้ ทำลายระบบนิเวศโดยกินไข่ปลาท้องถิ่น จนบางชนิดเกือบสูญพันธุ์ และในปัจจุบันมีอยู่ทั่วทุกแหล่งน้ำ เพราะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย รวมถึงแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว
นอกจากนี้ยังมีหอยเชอร์รี่ ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของนาข้าว เพราะสามารถกินพืชที่มีลักษณะนุ่มได้เกือบทุกชนิด ที่สร้างผลกระทบมากที่สุดก็คือกัดกินต้นกล้าข้าว พบแพร่ระบาดในทุกจังหวัด สร้างความเสียหาย จนต้อง นำเข้าสารเคมีเพื่อกำจัดหอยชนิดนี้นับหมื่นล้านบาทต่อปี
ขณะที่ผักตบชวาซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าก่อให้เกิดปัญหากับแหล่งน้ำต่างๆ มากมาย ผักตบชวา 1 ต้น สามารถสร้างเมล็ดพันธุ์ได้ถึง 5,000 เมล็ด หากปล่อยผักตบชวาในแหล่งน้ำเพียง 10 ต้น จะสามารถแพร่กระจายเพิ่ม ปริมาณเป็น 1 ล้านต้น ภายในระยะเวลา 1 ปี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์บางชนิดซึ่งแม้จะถือเป็นปัญหาระดับชาติ แต่การกำกับดูแลก็ยังขาดงานวิจัยที่ลงลึกไปถึงผลกระทบอย่างใกล้ชิดกับปัญหาอย่างครบวงจร ต่อเนื่องจนสามารถเข้าไปควบคุมประชากรได้ ดังจะเห็นได้จากกรณีการระบาดของผักตบชวาที่ยังเป็นปัญหาอยู่อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยการสนับสนุนงบประมาณ ด้านงานวิจัยด้านนี้ให้มากขึ้น ส่งเสริมให้นักวิจัยไทยมุ่งมั่นงานวิจัยในเชิงลึก ที่ชี้ชัดว่าเอเลี่ยนสปีชีส์ที่กล่าวมาจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อระบบนิเวศในระยะยาวอีกบ้าง เพราะหากปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลาม ก็อาจจะต้องสูญเสียงบประมาณในการแก้ปัญหานี้อย่างประเมินค่าไม่ได้ในอนาคต







