
?ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ฉบับผู้ดีอังกฤษ
ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒนภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดือน พ.ย. 2560 รัฐบาลกลางสหราชอาณาจักร(HM Government) ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก Theresa May เผยแพร่รายงาน"ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม" (Industrial Strategy)อันเป็นแผนงานเพื่อเตรียมพาสหราชอาณาจักรมุ่งสู่อนาคต ทำนองเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังลั่นกลองรบ "ประเทศไทย 4.0" รายงานฉบับที่ว่ามีความน่าสนใจตั้งแต่หน้าปก เมื่อสังเกตว่าสหราชอาณาจักรเรียกแผนยุทธศาสตร์นี้ด้วยคำง่ายๆ ว่า "ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม" ไม่มีการเล่นกับตัวเลข 4.0 ตามอย่างนโยบาย "Industry 4.0" ซึ่งมีที่มาจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EU) ซึ่งสหราชอาณาจักรจะออกจาก EU อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มี.ค. 2562
ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒนภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เดือน พ.ย. 2560 รัฐบาลกลางสหราชอาณาจักร(HM Government) ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก Theresa May เผยแพร่รายงาน"ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม" (Industrial Strategy)อันเป็นแผนงานเพื่อเตรียมพาสหราชอาณาจักรมุ่งสู่อนาคต ทำนองเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังลั่นกลองรบ "ประเทศไทย 4.0" รายงานฉบับที่ว่ามีความน่าสนใจตั้งแต่หน้าปก เมื่อสังเกตว่าสหราชอาณาจักรเรียกแผนยุทธศาสตร์นี้ด้วยคำง่ายๆ ว่า "ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม" ไม่มีการเล่นกับตัวเลข 4.0 ตามอย่างนโยบาย "Industry 4.0" ซึ่งมีที่มาจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EU) ซึ่งสหราชอาณาจักรจะออกจาก EU อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มี.ค. 2562
"นายกฯ เทเรซา" กล่าวไว้ในบทนำของรายงานว่า สำหรับเธอแล้วมันไม่เป็นการเพียงพอที่จะมองเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจชาติในขณะที่เศรษฐกิจ ท้องถิ่นอาจจะกำลังทรุดตัว สหราชอาณาจักรไม่ควรดีใจกับการเติบโตของตัวเลขอัตราการมีงานทำหากตำแหน่งงานเหล่านั้นยังไม่มีความมั่นคงและมีค่าจ้างแรงงานสูง (จากทักษะฝีมือ) อย่างแท้จริง สหราชอาณาจักรจะต้องรีดศักยภาพของตัวเองที่มีทั้งมหาวิทยาลัยและ นักวิทยาศาสตร์โด่งดังมากมาย ผลงานความคิดดีๆ จากนักวิชาการจะต้องได้รับการสนับสนุนให้ถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังจะถูกสร้างขึ้น
สหราชอาณาจักรจะต้องช่วยสนับสนุนให้คนรุ่นหนุ่มสาวมีโอกาสที่จะได้พัฒนาศักยภาพขีดความสามารถของตนเพื่อให้มีโอกาสได้ทำงานที่ต้องใช้ทักษะสูง ซึ่งจะตามมาด้วยการมีรายได้สูงในอนาคต และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เธอถือเป็นภารกิจแรกๆ หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการพัฒนา "ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่" (Modern Industrial Strategy) ที่จะเป็นต้นทาง ของการสร้างงานที่เน้นคุณภาพและรายได้สูงทั่วทั้งประเทศ
เธอเน้นย้ำอย่างมั่นใจว่า ความสำเร็จของเศรษฐกิจตลาดการค้าเสรีจะต้องวางอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคง ซึ่งหมายถึงทักษะฝีมือของบุคลากร คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสมอภาค และสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจที่คาดเดาได้ (ซึ่งหมายถึงสามารถบริหารจัดการและควบคุมได้) ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันในแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม
"ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่" ของสหราชอาณาจักรวางอยู่บนรากฐานของการพัฒนาผลิตภาพ 5 ประการ (Foundations of Productivity) คือ ฐานความคิดหรือนวัตกรรม (Ideas and Inovation) ฐานบุคลากร (People) ฐานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ฐานสถานที่ (Places) และฐาน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment) โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Grand Challenges) 4 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจจากข้อมูลขนาดใหญ่ (Artificial Intelligence and BigData) อุตสาหกรรมการขนส่งแห่งอนาคต (Future of Mobility) อุตสาหกรรมสะอาด (Clean Growth) และอุตสาหกรรมสังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)
1. "ฐานความคิด" (Ideas)
- จะมีการเพิ่มงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาขึ้นไปเป็นร้อยละ 2.4 ของ GDP ภายใน ค.ศ. 2027
- เพิ่มเครดิตภาษี (R&D Tax Credit) เป็นร้อยละ 12
- ลงทุน 725 ล้านปอนด์ ในกองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ (Industrial Strategy Challenge Fund)
2."ฐานบุคลากร" (People)
- พัฒนาระบบอาชีวศึกษา (Establish a technical education system) ให้เป็นระบบที่ดีที่สุดของโลก ควบคู่ไปกับระบบการศึกษาขั้นสูงที่สหราชอาณาจักรมีคุณภาพสูงในระดับโลกอยู่แล้ว
- ลงทุนเพิ่มอีก 406 ล้านปอนด์ ในสาขาคณิตศาสตร์ ดิจิทัล และอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน (STEM - Science, Technology, Engineering, Maths)
- ลงทุนประเดิม 64 ล้านปอนด์ เพื่อพัฒนาระบบ "ฝึกอบรมทบทวน" (National Retraining Scheme) สำหรับใช้ฝึกทบทวนทักษะบุคลากรในด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมก่อสร้าง
3."ฐานโครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure)
- เพิ่มงบประมาณกองทุนการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (National Productivity Investment Fund) เป็น 3.1 หมื่นล้านปอนด์ เพื่อรองรับการลงทุนในด้านการขนส่ง ที่พักอาศัย และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
- สนับสนุนการใช้งานรถไฟฟ้า (EV) ด้วยเงินลงทุน 400 ล้านปอนด์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานระบบชาร์จไฟฟ้า และเพิ่มพิเศษอีก 100 ล้านปอนด์ สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษี (Plug-in Car Grant) สำหรับจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ EV
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลด้วยงบลงทุน 1 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งรวมถึง 176 ล้านปอนด์ สำหรับระบบ 5G และ 200 ล้านปอนด์ สำหรับโครงข่ายใยแก้วนำแสง
4."ฐานสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ" (Business Environment)
- เปิดตัวและเริ่มระบบ "Sector Deals" ซึ่งเป็น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรม โดยมี เป้าหมายเพื่อเพิ่มผลิตภาพกลุ่ม (Sector Productivity) กลุ่มแรกที่ริเริ่มทำเป็นกลุ่ม วิทยาศาสตร์ชีวิต (Life Science) ก่อสร้าง (Construction) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และยานยนต์ (Automotive)
- ลงทุนมากกว่า 2 หมื่นล้านปอนด์ ในด้านการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ซึ่งหมายรวมถึงกองทุน 2,500 ล้านปอนด์ สำหรับบ่มเพาะธุรกิจผ่าน British Business Bank
- ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภาพให้กับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
4.ฐาน "สถานที่" (Places)
- ทำความร่วมมือกับอุตสาหกรรมท้องถิ่นในการพัฒนายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมท้องถิ่น "Local Industrial Strategies" ซึ่งพัฒนาขึ้นตามพื้นฐานจุดแข็งของท้องถิ่นเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
- สร้างกองทุนพัฒนาเมือง (Transforming Cities Fund) ซึ่งจะทำให้เกิดกองทุนวงเงินราว 1,700 ล้านปอนด์ สำหรับพัฒนาการคมนาคมของเมือง กองทุนนี้จะใช้สำหรับโครงการที่จะส่งเสริมผลิตภาพจากการพัฒนาคุณภาพการขนส่งภายในเมือง
- เพิ่มงบประมาณ 42 ล้านปอนด์ สำหรับพัฒนาครู (Teacher Development Premium) ให้มีทักษะสูงสำหรับทำงานในพื้นที่การพัฒนาต่ำ
เทียบ "ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม" ของอังกฤษ กับนโยบายประเทศไทย 4.0 แล้วเป็นอย่างไรครับ? n







