
ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 5
ด้านหลังของศาลเจ้า Suwa Harumiya มีลำธารสายเล็กๆ คั่นอยู่ เจ้าหน้าที่พาเราเดินข้ามสะพานไปบอกมีพระพุทธรูปให้ชม ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ในเขตของศาลเจ้ากลับมีรูปเคารพในพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีวัด ซึ่งเป็นเรื่องแปลก ก็คงคล้ายกับที่บ้านเรามีรูปปั้นพระพิฆเนศหรือพระราหูอยู่ในวัดวาอารามหลายแห่ง ไปเจอป้ายอธิบายไว้ว่าจริงๆ แล้วมีความตั้งใจจะสกัดหินให้เป็นเสาโทริอิ แต่ในระหว่างที่สกัดอยู่นั้นก็มีเลือด (หรือของเหลวคล้ายเลือด) ไหลออกมาจากตำแหน่งที่สกัด นายช่างตกอกตกใจจึงเปลี่ยนความตั้งใจไปสลักเป็นพระพุทธรูปแทน แต่แทนที่จะเป็นพระพุทธรูปที่สง่างาม กลับมีลักษณะแปลกคือหัวเล็กตัวใหญ่ เข้าใจว่าน่าจะมาจากลักษณะของหินที่สกัดเจอในเบื้องแรก ที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมนายช่างถึงสลักเป็นองค์พระ
ด้านหลังของศาลเจ้า Suwa Harumiya มีลำธารสายเล็กๆ คั่นอยู่ เจ้าหน้าที่พาเราเดินข้ามสะพานไปบอกมีพระพุทธรูปให้ชม ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ในเขตของศาลเจ้ากลับมีรูปเคารพในพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีวัด ซึ่งเป็นเรื่องแปลก ก็คงคล้ายกับที่บ้านเรามีรูปปั้นพระพิฆเนศหรือพระราหูอยู่ในวัดวาอารามหลายแห่ง ไปเจอป้ายอธิบายไว้ว่าจริงๆ แล้วมีความตั้งใจจะสกัดหินให้เป็นเสาโทริอิ แต่ในระหว่างที่สกัดอยู่นั้นก็มีเลือด (หรือของเหลวคล้ายเลือด) ไหลออกมาจากตำแหน่งที่สกัด นายช่างตกอกตกใจจึงเปลี่ยนความตั้งใจไปสลักเป็นพระพุทธรูปแทน แต่แทนที่จะเป็นพระพุทธรูปที่สง่างาม กลับมีลักษณะแปลกคือหัวเล็กตัวใหญ่ เข้าใจว่าน่าจะมาจากลักษณะของหินที่สกัดเจอในเบื้องแรก ที่ผมไม่เข้าใจคือทำไมนายช่างถึงสลักเป็นองค์พระ
ทั้งนี้ เนื้องานเบื้องต้นนั้นเป็นงานในศาสนาชินโต แต่พอเจอเรื่องประหลาดใจ ไหงข้ามศาสนามาเป็นพุทธ ถามคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้คำตอบ เลยคิดเอาเองว่าเคยเห็นศาลเจ้าในวัดพุทธหลายแห่งเช่น วัดเซนโซที่อะซะคุสะ และชีวิตคนญี่ปุ่นก็ผูกพันกับชินโตและพุทธมาโดยตลอด ในขณะที่ชินโตเน้นความบริสุทธิ์และการเริ่มต้น ดังนั้นในพิธีสมรส การกำเนิดทายาทและเจริญวัย จึงไปที่ศาลเจ้าชินโตเป็นหลัก แต่ถ้ามีเรื่องเลือดตกยางออกเจ็บตายถึงจะไปที่พุทธ นายช่างผู้สลักหินคงเห็นว่ามีเลือดไหลออกจากก้อนหินเป็นลางไม่ดี เห็นทีจะต้องแกะเป็นพระพุทธรูปแก้เคล็ด อันนี้ผมเดาล้วนๆ อย่าเชื่อและอย่านำไปอ้างอิงนะครับ ผมคิดของผมคนเดียว แต่คิดดังจนท่านผู้อ่านได้ยิน แฮ่ะ แฮ่ะ
ชมพระพุทธรูปหิน Manji no Sekibustsu จนพอใจแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินต่อไปยังพิพิธภัณฑ์เสาไม้ Onbashirakan Yoisa ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล ระหว่างทางจะข้ามถนน ผมสังเกตเห็นธงแปลกๆ เป็นรูปการ์ตูนบนผ้าสีเขียวสะท้อนแสงเสียบอยู่ในกระบอกไม้ริมทาง ด้วยความสอดรู้สอดเห็นเลยหยิบธงมาถาม ได้ความว่าเป็นธงสำหรับให้เด็กถือเวลาข้ามถนน เมื่อรถเห็นธงนี้แต่ไกลก็จะหยุดรถให้คนข้าม ในขณะที่พูดคุยอยู่ริมถนนและถือธงไปด้วย มันศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะรถหยุดให้พวกเราแต่ไกล จริงๆ เราไม่ต้องข้ามถนน แต่เมื่อรถหยุดให้ก็เลยต้องข้ามเป็นพิธี พอตอนจะข้ามกลับมาลองถือธงอย่างตั้งใจ ผลลัพธ์เหมือนเดิมเป๊ะ รถชะลอแต่ไกลแล้วหยุดตรงเส้น รอจนเราข้ามเสร็จถึงค่อยออกรถด้วยความนุ่มนวล เฮ้อ! ริษยามากครับ ทำไมบ้านเราไม่มีคนแบบนี้ ไม่มีเครื่องมือง่ายๆ ที่ทั้งคนขับรถและคนข้ามถนนยอมรับกติการ่วมกัน และปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความมีน้ำใจเหมือนที่นี่
หน้าพิพิธภัณฑ์มีห้องน้ำด้วย ใครไปศาลเจ้าแล้วอยากเข้าห้องน้ำต้องมาตรงนี้ เดินจากศาลเจ้ามาใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ไม่แน่ใจว่าเป็นกุศโลบายหรือเปล่าที่เอาห้องน้ำมาไว้ที่นี่ อย่างน้อยคนก็เห็น เผื่อใครอยากเข้าชมก็แวะได้เลย ด้านข้างของอาคารมีเสาไม้ขนาดเท่าของจริงวางอยู่ ดูไกลๆ นึกว่าเป็นไม้กระดก ใครอยากลองสัมผัสของเสมือนจริงก็มาลองลูบๆ คลำๆ ดูได้ เพราะเสาจริงที่ศาลเจ้าเขาล้อมรั้วไว้ไม่ให้จับ ด้านในมีเจ้าหน้าที่มายืนอธิบายให้ฟัง ชิ้นไม้ด้านหน้าแสดงให้เห็นแกนของต้นไม้ที่จะนำมาทำเป็นเสา ขนาดหน้าตัดใหญ่พอดูกะด้วยสายตาเส้นผ่าศูนย์กลางต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 เมตร รอบๆ โถงด้านหน้ามีรูปกระบวนการตัดไม้จากบนเขากระทั่งเหลาเป็นเสา Onbashira ให้ดูประกอบการอธิบาย ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จากนั้นก็ย้ายเข้าไปชมวีดิทัศน์ในห้องด้านข้างที่เล่าตั้งแต่พิธีตัดไม้ไป พิธีส่งไม้ลงจากเขา จนถึงพิธีลากจูงเสาผ่านเมืองซูวะเพื่อนำไปตั้งยังศาลเจ้าทั้งสี่แห่ง ดูจบเข้าใจมากขึ้นเยอะ
เทศกาล Onbashira เป็นเทศกาลที่สื่อถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ดำเนินการต่อเนื่องกันมานับพันปี เทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุก 6 ปี ในปีขาลและปีวอกเสมอ ปีล่าสุดที่จัดไปคือปี 2016 และจะจัดอีกครั้งในปี 2022 ก่อนถึงปีที่จะจัดงานเจ้าหน้าที่ของศาลเจ้าและผู้รับผิดชอบการจัดงานจะเริ่มสำรวจต้นไม้บนเขาเพื่อกำหนดว่าจะตัดต้นไหนมาทำพิธี ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่มาก เพราะขนาดของเสาจะอยู่ที่ความสูงประมาณ 17 เมตร น้ำหนักราว 10 ตัน ต้นไม้ที่ตัดมักจะมีอายุไม่น้อยกว่า 150 ปี ก่อนถึงปีที่กำหนดจะมีพิธีตัดไม้คล้ายกับการขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเรา พอตัดไม้ลงมาก็ต้องลิดกิ่งก้านและทิ้งไว้สักระยะเพื่อลอกเปลือกไม้ออกให้หมดจนเกลี้ยงเกลา แล้วเมื่อทุกอย่างพร้อมก็ถึงเวลาของเทศกาลผลักไม้ลงจากเขา (Yamadashi) ในเดือน เม.ย. ชาวบ้านจะนำเสาไม้มาตระเวนแห่ผ่านกลางเมืองโดยมีผู้เข้าร่วมขบวนนับพันคน การควบคุมเสาก็มีทั้งคนลากคนดึงและคนคัดทิศทาง ลำพังควบคุมเสาให้ผ่านเมืองได้นี่ก็เป็นเรื่องยากแล้ว โดยเฉพาะแยกหักศอก ยังมาเจอเสาหนัก 10 ตัน แถมต้องมีคนทำพิธีและร้องเพลงขึ้นไปยืนบนเสาอีกหลายคน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นี่ยังไม่นับว่าถ้าวันทำพิธีมีฝนตกจะเป็นอย่างไรกัน
หลังจากแห่เสาผ่านเมืองและลากขึ้นไปบนเนินพิธีแล้ว ก็มาถึงช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น คนที่ยืนอยู่บนเสาก็จะเปลี่ยนมาเป็นนั่งคร่อม เจ้าหน้าที่สับเชือกที่ตรึงเสาด้วยขวาน เสาค่อยๆ สไลด์ลงจากเนินโดยมีคนควบคุมทิศทางพยายามประคองเสาด้วยเชือกขนาดใหญ่ แต่ด้วยน้ำหนักของเสาและแรงดึงดูดจึงไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งคนดึงคนนั่งมักหลุดร่วงถูลู่ถูกังกันไปตลอดทาง และจะเหลือเพียงแค่ผู้ที่นั่งในตำแหน่งหน้าสุดเท่านั้นที่ยังคงอยู่บนเสาไม้ในท้ายที่สุด จากนั้นก็จะนำเสาไปตั้งที่ศาลเจ้า เวลาตั้งก็มีอีกทีมที่ยืนอยู่บนเสาจนกว่าจะอยู่ในองศาที่ประคองตัวไม่ได้ หลายท่านคงมีคำถามว่าแล้วเสาต้นเก่าเอาไปทำอะไร ผมแอบถามมาให้แล้วครับ ในอดีตจะนำไปทำเป็นตอหรือเสาของสะพาน
แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่ก็นำไปใช้ประดับตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ หรือนำไปทำเครื่องรางและข้าวของในพิธีกรรมต่างๆ ของศาลเจ้า รวมทั้งของที่ระลึกสำหรับประชาชนผู้ศรัทธาในเทศกาลสำคัญอื่นๆ ด้วยเช่นกัน และเพื่อความสมจริงของประสบการณ์ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดห้องจำลองการนั่งเสา Onbashiri ไว้ให้ทดสอบ แต่เป็นเสาเทียมติดไฮดรอลิกนั่งได้ 3 คน มีจอวีดิทัศน์ประกอบ พอนั่งกันพร้อมก็จะยกเสาขึ้นสูงในองศาเดียวกับของจริงสัมพันธ์กับภาพในจอ จังหวะปล่อยเสาลงให้ความตื่นเต้นเล็กน้อยพอได้บรรยากาศ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจและให้ความกระจ่างเรื่อง Onbashiri ได้อย่างละเอียดจริงๆ n







