
บ่วง ‘เพซ’ ไม่ใช่สัญญาณลบอสังหา
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์กรณีที่บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงการปรับโครงสร้างการเงินพร้อมขายธุรกิจออกบางส่วน อาทิ ห้องชุด 53 ห้องในโครงการมหานครและขายทั้งโครงการนิมิตหลังสวน ให้กับบริษัท แสนสิริ นับเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่อีกครั้งในวงการอสังหาริมทรัพย์ แม้จะยังไม่มีความเสียหายเนื่องจากเจ้าหนี้ธนาคารพาณิชย์ได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิดจนหาทางออกที่ดีที่สุด แต่ก็เริ่มมีความกังวลว่าจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั้งอุตสาหกรรมและเป็นสัญญาณแรกของฟองสบู่หรือไม่
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
กรณีที่บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงการปรับโครงสร้างการเงินพร้อมขายธุรกิจออกบางส่วน อาทิ ห้องชุด 53 ห้องในโครงการมหานครและขายทั้งโครงการนิมิตหลังสวน ให้กับบริษัท แสนสิริ นับเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่อีกครั้งในวงการอสังหาริมทรัพย์ แม้จะยังไม่มีความเสียหายเนื่องจากเจ้าหนี้ธนาคารพาณิชย์ได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิดจนหาทางออกที่ดีที่สุด แต่ก็เริ่มมีความกังวลว่าจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั้งอุตสาหกรรมและเป็นสัญญาณแรกของฟองสบู่หรือไม่
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิดมาตลอด ทั้งในแง่คุณภาพหนี้ที่ปล่อยให้โครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ (พรี-ไฟแนนซ์) และคุณภาพหนี้ที่ปล่อยให้แก่ลูกค้ารายย่อย (โพสต์ไฟแนนซ์) ยืนยันว่าไม่พบสัญญาณ ที่น่าเป็นห่วง
"เราเริ่มเห็นภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวดีขึ้นมาจากทั้งฝั่งความต้องการซื้อและจำนวนที่อยู่อาศัยในตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ระดับกลาง ส่วนกรณี เพซ ดีเวลลอปเมนท์ น่าจะเป็นปัญหาเฉพาะตัว ซึ่งทางธนาคารเจ้าหนี้เขาดูแลดีอยู่" ดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. ระบุ
สำหรับสินเชื่อรายใหญ่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างในไตรมาส 3 เติบโต 7.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มเล็กน้อยจาก 4.35% เมื่อไตรมาส 2 เป็น 4.51% ในไตรมาส 3 แต่ไม่ได้ชันจนน่ากลัว เป็นผลจากปริมาณล้นตลาด (โอเวอร์ซัพพลาย) ในบางพื้นที่ เช่น ตามแนวรถไฟฟ้า ส่วนในภูมิภาคธุรกิจเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ดารณี กล่าวว่า ธปท.ติดตามการปล่อยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่อย่างสม่ำเสมอ โดยดูตั้งแต่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อ มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างไร ติดตามคุณภาพสินเชื่อรวมทั้งพูดคุยกับลูกค้าใกล้ชิดเพียงใด ซึ่งธนาคารพาณิชย์ดูแลคุณภาพหนี้ลูกค้าต่อเนื่อง กระบวนการพิจารณาสินเชื่อไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะธนาคารมีวิธีปฏิบัติดูแลความเสี่ยง อยู่แล้ว
ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้รายย่อยในไตรมาส 3 เติบโต 5.6% ขณะที่เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 3.06% เมื่อไตรมาส 2 มาอยู่ที่ 3.26% ในไตรมาส 3 โดยคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยลง กดดันภาพรวมคุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคด้วย
"เอ็นพีแอลของฝั่งโพสต์ไฟแนนซ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเร่งปล่อยสินเชื่อเมื่อ 3-4 ปีก่อน ที่แข่งขันสูงให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เมื่อเข้าสู่ดอกเบี้ยลอยตัว ภาระดอกเบี้ยลูกค้าเพิ่มขึ้น กระทบกับความสามารถในการชำระหนี้ แต่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจดีขึ้น คนมีกำลังผ่อนชำระมากขึ้น ก็จะปรับลงได้" ดารณี กล่าว
อย่างไรก็ดี แม้คุณภาพสินเชื่อ ที่ชะลอลงมาจากเมื่อ 3-4 ปีก่อนที่แข่งขันสูงจนเติบโต 12-13% แต่การปล่อยสินเชื่อในปัจจุบันเติบโตชะลอลงมาเฉลี่ย 5-6% และจากการสำรวจพบว่ามาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ไม่ได้ผ่อนลงหรือมีการแข่งขันมากเหมือนในอดีต บางส่วนอาจเข้มขึ้นด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ กลุ่มที่ดูเป็นพิเศษคือระดับกลาง ที่เห็นดีมานด์และซัพพลายที่เพิ่มขึ้นทั้งสองฝั่งและเมื่อพิจารณาจากมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อ (Lending Standard) ไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงเชื่อว่าเป็นการเติบโตมาจากความต้องการจริง (Real Demand)
ทางด้านธนาคารพาณิชย์เองก็มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้วในขณะนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เพราะหากไม่ดูแลอย่างใกล้ชิดหรือหย่อนมาตรฐานไป ธนาคารพาณิชย์เองที่จะต้องปวดหัวในการสะสางและตั้งสำรองกับหนี้เสียที่จะตามมา







