posttoday
ล้างคนจนหมดประเทศ โจทย์ยากรัฐบาล

ล้างคนจนหมดประเทศ โจทย์ยากรัฐบาล

26 พฤศจิกายน 2560

กนกวรรณ บุญประเสริฐภารกิจสำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในปีหน้า ซึ่งเป็นห้วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปี 2561 เชื่อว่าจะเป็นปีแห่งการแก้จน โดยมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการกุมบังเหียนไล่บี้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเองพร้อมกับการจัดทัพคณะรัฐมนตรีใหม่ เป้าหมายของ ครม.ประยุทธ์ 5 เชื่อว่าในปีหน้ารัฐบาลจะโฟกัสการแก้ปัญหาเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างแน่นอน

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ภารกิจสำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในปีหน้า ซึ่งเป็นห้วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปี 2561 เชื่อว่าจะเป็นปีแห่งการแก้จน โดยมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการกุมบังเหียนไล่บี้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเองพร้อมกับการจัดทัพคณะรัฐมนตรีใหม่ เป้าหมายของ ครม.ประยุทธ์ 5 เชื่อว่าในปีหน้ารัฐบาลจะโฟกัสการแก้ปัญหาเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างแน่นอน

แผนแก้จนให้กับผู้มีรายได้น้อย 11 ล้านคน ในระยะที่ 2 ที่จะนำเสนอ แผนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน ธ.ค.นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สำคัญของชาติ

หลังจากที่รัฐบาลพยายามนำร่องเร่งเรื่องของการลงทุนให้ภาคเอกชนได้คึกคัก และได้อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมามากมายหลายตัว ทั้งเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเร่งปั๊มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ การเร่งทำโครงการดิจิทัล 4.0 ในภาคต่างๆ การลงทะเบียน แจกบัตรผู้มีรายได้น้อย โครงการช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

สาระสำคัญของแผนแก้จน ที่จะเดินหน้าต่อ คือ การฝึกงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ถือเป็นแผนระยะ 2 หลังจากที่ส่งสัญญาณให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยเฉพาะแบงก์รัฐเร่งปล่อยสินเชื่อในหลายโครงการ หลายมาตรการมีเงิน พร้อมรองรับอยู่แล้ว

สมคิดให้นโยบายไว้ชัดว่าในปีหน้าสถาบันการเงินของรัฐจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร โดยได้หารือกับ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ว่าสถาบันการเงินของรัฐจะต้องรวมตัวกันเข้าไปช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยไม่ต้องมาอ้างว่าจะกลัวหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาคนจนในท้องถิ่นมีหนี้มาก ไม่มีรายได้ ถ้าสถาบันการเงินของรัฐ ยังไม่ให้โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ คนจนดังกล่าวจะไม่มีเงินในการพัฒนาตัวเอง หรือสร้างอาชีพ

ด้านธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ถือเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้า ได้เร่งรับนโยบายเตรียมเสนอมาตรการช่วยหลือผู้มี รายได้น้อยในระยะที่ 2 โดยให้สมคิดพิจารณาในสัปดาห์นี้

อภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ชี้ว่าหนึ่งในมาตรการที่จะนำเสนอคือการเข้าสำรวจความต้องการของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยแบบ เจาะลึก เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดมากขึ้น พร้อมทั้งสำรวจความต้องการสินค้าเกษตรในพื้นที่ต่างๆ เพื่อหาช่องทางการทำตลาดก่อนที่จะหาอาชีพเสริม ทดแทนการปลูกข้าว เพิ่มรายได้ ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน หากได้รับการอนุมัติก็จะเร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรทันที

เพราะ ธ.ก.ส.มีโมเดลการเพิ่มรายได้ที่ทำกับเกษตรกรของ จ.กระบี่ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ด้วยการไปสำรวจและเจรจาหาตลาดให้กับสินค้าเกษตรที่มีความต้องการสูง โดยจะหาเกษตรกรต้นแบบที่เป็นเอสเอ็มอีเกษตรและเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่รวบรวมผลผลิตและจัดจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันมีเกษตรกรต้นแบบ 2,000 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทสินค้าเกษตรที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ผัก ไฮโดรโปนิกส์ กล้วยแปรรูป และหญ้าเนเปียร์ จากนั้นจะให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยสมัครใจเข้าโครงการกับเกษตรกรผู้นำเพื่อส่งสินค้าเกษตรให้กับผู้นำ ทำให้สินค้าเกษตรที่ผลิตมามีตลาดรองรับทั้งหมด

จะเห็นว่าการปรับ ครม.ใหม่ที่เลือกดึงให้ ลักษณ์ วจนานวัช อดีต ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ถึง 2 สมัย เข้ามา รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นั้น มีนัยสำคัญที่รัฐบาลต้องการให้ ธ.ก.ส. ทำงานเชื่อมกับกระทรวงเกษตรฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร และการจัดโซนนิ่งภาคเกษตรใหม่ให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 1 ปี ตามเป้าหมายของรัฐบาล ที่สมคิดประกาศว่าปี 2561 "คนจนจะหมดประเทศ"

ทั้งนี้ มีตัวอย่างการแก้จนที่น่าสนใจ อย่างในจีนรัฐบาลออกแถลงการณ์เมื่อปี 2558 ว่าจีนมีเวลา 6 ปี ในการถอนรากความยากจนทั้งปวง โดยการใช้ปฏิบัติการเชิงรุก กระทรวงการคลังจีนเพิ่มเงินเข้ากองทุนบรรเทาความยากจนมากขึ้น หลังจากพบว่าประชาชนชาวจีนประมาณ 70 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบทต่างอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจนและมีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 2,300 หยวน หรือ 12,860 บาท

โดยในปีที่ผ่านมามีประชาชนจำนวน 12.3 ล้านคน ที่มีรายได้มากขึ้นจนข้ามเส้นแบ่งความยากจน มาได้ ซึ่งถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีคนยากจนมากถึง 43.3 ล้านคน

อย่างไรก็ดี การใช้เพียงกำลังจากแบงก์รัฐเป็นตัวนำก็ยังมีข้อจำกัด แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยอมรับในฝีมือการทำงานของแบงก์รัฐว่าจะทำงานออกมาได้มีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบผลงานที่ออกมาจากฟากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

แต่ต้องยอมรับว่ามาตรการทางการเงินไม่ใช่ "ยาเทวดา" เพราะเงินที่อัดฉีดลงไปหากไปถึงมือคนที่เอาไปทำประโยชน์ไม่ได้ เงินก็จะไหลออกไปเหมือนกับการอัดเงินผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าหลายมาตรการที่ผ่านมา ที่ไม่ก่อให้เกิด การหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เช่น โครงการเอสเอ็มแอลที่เอาเงินไป ขุดบ่อน้ำ สร้างหอประชุมแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่มากมาย

ล่าสุด สมคิดสั่งดึงรัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุน แต่อยากให้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือเศรษฐกิจท้องถิ่นและรากหญ้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน แต่แนวทางจะให้ช่วยกันทำอย่างไร ยังไม่มีความชัดเจน

จะเห็นว่า การประกาศล้างจนให้ได้ 1 ปี ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีมากๆ และถือเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลประยุทธ์ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลไหนทำได้สำเร็จ

เพราะปัญหาต้องการใช้ความร่วมมือกันจากหลายหน่วยงาน

ส่วนการใช้แนวทางการเติมเงินให้คนจนผ่าน Negative Income Tax หรือมาตรการเงินโอนแก้จน ก็มีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ และหากทำมากไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะคนจะติดในประชานิยม รอรัฐโอนเงินเข้าบัญชี ไม่รู้จักการต่อสู้กับความยากจน

ดังนั้น แนวทางการแก้จนด้วยการมุ่งมาที่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อให้คนรู้จักยืนด้วยลำแข้งตัวเองเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ต้องใช้เวลานานและเป็นงานใหญ่ของรัฐบาล ที่จะต้องประสานสิบทิศให้งานนี้ขับเคลื่อนไปได้เพราะเครื่องมือและเงินมีพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเงินสินเชื่อจากแบงก์รัฐ หรือการปลดล็อกงบท้องถิ่นกว่า 2 แสนล้านบาท ให้ อบต.และ อบจ. คิดโครงการดีๆ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น จ้างงาน ดูแลแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ดูแลวิสาหกิจชุมชน และดูแลผู้สูงอายุ

แต่ต้องหาทางที่ว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเชื่อมหน่วยงานที่จะพัฒนาเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำมาหากินของคนยากจนไปได้อย่างต่อเนื่อง หากทำให้เชื่อมต่อกันได้ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นจะเข้มแข็ง และคนจนก็มีโอกาสที่จะลดลงได้ตามที่ตั้งใจ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ