
ประกันสังคม...หลักประกัน ของมนุษย์เงินเดือน
ปิยะณัฐถ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จักประกันสังคมเป็นแน่ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมกันทุกๆ เดือนอยู่แล้วตามฐานเงินเดือนโดยต้องส่งกันตั้งแต่เดือนละ 450 บาท ถึงเดือนละ 750 บาท
ปิยะณัฐ
ถ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วคงไม่มีใครไม่รู้จักประกันสังคมเป็นแน่ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมกันทุกๆ เดือนอยู่แล้วตามฐานเงินเดือนโดยต้องส่งกันตั้งแต่เดือนละ 450 บาท ถึงเดือนละ 750 บาท
โดยคนที่สมทบเงินจะได้ผลประโยชน์ต่างๆ เช่น รักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลที่อยู่ในระบบประกันสังคม เงินบำนาญเมื่ออายุครบ 55 ปี เงินสงเคราะห์บุตร เงินชดเชยทุพพลภาพ และอื่นๆ เพื่อเป็น หลักประกันในชีวิตทั้งช่วงที่ยังทำงานอยู่และหลังวัยเกษียณ
แต่ถ้าผู้อ่านได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับประกันสังคม มีสองเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ เรื่องแรกที่ร้อนแรงสุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการขึ้นอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับผู้มีรายได้เกินกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน โดยจะคิดในอัตราใหม่ที่ 5% ของรายได้ต่อเดือนเช่นเงินเดือน 1.55 หมื่นบาท ต้องสมทบเดือนละ 755 บาทเป็นต้น และจะมีผลประโยชน์เพิ่มขึ้นตามลำดับขั้นของเงินสมทบซึ่งขั้นสูงสุดอยู่ที่ 1,000 บาท/เดือน
ถ้าเรามาดูกันจริงๆ แล้วจากผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบทั้งหมดกว่า 11.5 ล้านคน มีถึง 30% หรือราวๆ 3.45 ล้านคน ที่เงินเดือนสูงกว่า 1.5 หมื่นบาท และถ้าคิดเล่นๆ ว่าใน 3.45 ล้านคนนี้เฉลี่ยแล้วต้องสมทบเงินกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นเดือนละ 125 บาท จะทำให้ประกันสังคมได้เงินสะสมเพิ่มขึ้นถึงปีละกว่า 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 2.5-3% ของเงินสมทบเลยทีเดียว แถมคนเหล่านี้มักจะมีสิทธิในการรักษาพยาบาลจากนายจ้างกันอยู่แล้วทำให้ลูกจ้างส่วนนี้คิดว่าต้องสมทบเพิ่มโดยที่จะไม่ค่อยจะได้ผลประโยชน์เพิ่มเติมอะไรมากมาย ช่างน่าสงสารจริงๆ
อีกเรื่องที่เป็นข่าวคือการขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพราะจากเดิมอายุ 55 ปีแล้วสามารถรับเงินบำนาญชราภาพได้เลย ตอนนี้ทางประกันสังคมกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะขยายเวลาการรับเงินบำนาญชราภาพไปที่อายุเกษียณ 60 ปี ตามหลักสากล เพราะสมัยนี้เนื่องด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นและทำให้มีโอกาสสร้างรายได้ต่อจนถึงอายุ 60 ปี ทำให้มีเงินสะสมหลังเกษียณมากขึ้นผู้เขียนมองว่าในหลักการสากลนั้นเป็นเช่นนี้จริงๆ แต่ต้องอย่าลืมว่าการไปขยายอายุเกษียณควรจะให้ผู้ประกันคนมีสิทธิเลือกจึงจะไม่เป็นการไปลิดรอนสิทธิของผู้ประกันตนซึ่งตั้งใจสมทบเงินกองทุนประกันสังคมตั้งแต่แรกตามเงื่อนไขเดิม
ผู้เขียนมองว่าการพยายามทำ ทั้งสองเรื่องของสำนักงานประกันสังคมนั้น หลักๆ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่เงินกองทุน ทำให้การดำรงอยู่ของเงินกองทุนประกันสังคมแข็งแรงขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ทุกๆ ผู้ประกันตน แต่ถ้าเรามาดูกันจริงๆ แล้ว ผลตอบแทนที่กองทุนประกันสังคมนั้นได้จากการลงทุนนั้นต่ำมากๆ เฉลี่ยประมาณ 3.5-4% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งน่าจะเหนื่อยหากในอนาคตผู้ประกันตนมีการใช้สิทธิกันมากกว่านี้ เช่น บำนาญชราภาพ
ผู้เขียนเห็นว่าประกันสังคมเองควรคิดนอกกรอบมากกว่านี้ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเงินกองทุน ไม่ใช่แค่หวังจากการเพิ่มเงินสมทบ หรือการขยายระยะเวลาการจ่ายเงินเกษียณชราภาพออกไป ซึ่งในปัจจุบันเงินกองทุนของประกันสังคมถูกนำไปลงทุนใน หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ 60% และหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 40% แต่ถึงจะเป็นหลักทรัพย์ที่ถือว่ามีความเสี่ยงตามเกณฑ์การลงทุนของประกันสังคมแล้วส่วนใหญ่ยังเป็นตราสารหนี้ หน่วยลงทุน หุ้น และกองทุน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำอยู่ดีตามสภาพตลาดปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 27 ปีที่แล้ว เมื่อกองทุนประกันสังคมถูกจัดตั้งขึ้นมาก
ดังนั้นเมื่อตลาดเปลี่ยนแปลงไป ประกันสังคมเองคงต้องรู้จักเรียนรู้และปรับตัวตาม เมื่อผลประโยชน์จากการลงทุนในรูปแบบของหลักทรัพย์ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในอนาคต ก็ควรปรับ รูปแบบการลงทุนหรือแบ่งสัดส่วนเสียใหม่และเพิ่มรูปแบบการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น พันธบัตรต่างประเทศ หุ้นในบริษัทมหาชนต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์
และโดยเฉพาะหุ้นของกลุ่มสถานพยาบาลทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนอกตลาด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถานพยาบาลในระบบประกันสังคมเหมือนสร้างกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาของตนเองขึ้นมา ควรตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนว่าต้องการผลตอบแทนต่อปีเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ ต้องสูงกว่า 3.5% ต่อปี และต้องวัดผลประกอบการจากผลตอบแทนของการลงทุนและประสิทธิภาพในการใช้เงินกองทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่เอาเงินสมทบมาถือเป็นรายได้ น่าแปลกที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์หรือมาเลเซียสามารถบริหารกองทุนของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากและได้ผลตอบแทนสูงทำให้เกิดความมั่นคงต่อผู้คนในประเทศ และช่วยให้ประเทศพัฒนา ต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะออกนอกกรอบและหันมองประเทศเหล่านี้บ้างว่าเขาทำกันอย่างไรแล้วเราควรจะต้องปรับตัวอย่างไร ไม่เช่นนั้นซักวันเราอาจจะตามเขาไม่ทันเข้าจริงๆ n







